CULTURE, VIDEO

พบปะพ่อแม่แฟนคนญี่ปุ่นครั้งแรกที่ร้าน Innsyoutei 韻松亭 Ueno Park

” เรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ ยิ้มอ่อนหวาน ใส่เสื้อผ้าให้รัดกุม กระโปรงต้องมา ความยาวให้คลุมเข่าเข้าไว้ แต่งหน้าใสๆ อย่าฉูดฉาด จะลุกจะนั่งจะเดินต้องคอยระวัง กริยาท่าทางต้องงาม โค้งกี่องศาถึงจะพอดี ภาษาญี่ปุ่นต้องเป๊ะ แล้วก็… โอ๊ย!!! พอแล้วมั้ง นี่จะไปเจอพ่อแม่แฟนหรือจะคลานเข่าเข้าวังกันแน่! “

(ช่วงที่ไปเจอพ่อแม่แฟน จริงๆ คือช่วงฤดูร้อน แต่ในรูปนี้ถ่ายตอนฤดูหนาว)

ด้วยภาพจำของใครหลายๆ คนที่มองว่าคนญี่ปุ่นเป็นชาตินิยมซะส่วนใหญ่ มีกฏระเบียบ มารยาท มีวัฒนธรรมของตัวเองที่โดดเด่น จนทำให้แอบเกร็งจนเห็นเส้นเลือดขมับปูดขึ้นมา หากใครที่มีแฟนเป็นคนญี่ปุ่นและความสัมพันธ์ดูจะไปได้ดี จนฝ่ายชายตัดสินใจพาไปแนะนำให้พ่อแม่รู้จักล่ะก็ คงต้องเคยเปิดกูเกิลมาจิ้มคีย์บอร์ดต๊อกๆ แต๊กๆ ถามหารีวิวประสบการณ์ของคนที่มีแฟนญี่ปุ่นและเคยไปพบพ่อแม่ฝ่ายชายมาแล้ว และคุณจะต้องเคยเห็นกฏระเบียบที่พึงทำตามอย่างที่กล่าวไปข้างต้นแน่ๆ เลยทีเดียวเชียว…

แต่! มันก็ไม่เสมอไปหรอกนะ

ชีวิตคนเรามันไม่ได้เรียงตามสเตปท์เสมอไปจริงไหม เช่นเดียวกับเรื่องของความสัมพันธ์ การที่เราจะรู้จักใครสักคนหรือถูกชะตากับคนคนหนึ่งได้ มันไม่ได้เป็นไปตามสูตรที่ใครๆ เขาเขียนมาให้เราทำตาม ทุกคนมีนิสัยต่างกัน ใช้ชีวิตก็ไม่เหมือนกัน ในเมื่อเราต้องไปพบพ่อแม่ของแฟน คนที่สนิทกับพ่อแม่ของแฟนมากที่สุดก็ต้องเป็นแฟนของเรา และคนที่เราควรจะขอคำปรึกษามากที่สุดก็ควรเป็นแฟนของเรานั่นแหละ!

“นี่เธอจะใส่กระโปรงตัวนี้ไปไหน?”
แฟนถาม ในขณะที่ฉันกำลังลองกระโปรงตัวใหม่กับเสื้อตัวหนึ่งอยู่
“ก็ใส่ไปเจอพ่อแม่เธอไง ดูดีปะ”
“ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้ ใส่อะไรที่เข้ากับตัวเองเหอะ พ่อแม่ฉันไม่คิดอะไรมากหรอก”
ฉันหันไปมองตัวเองในกระจก เออว่ะ มันไม่เข้ากับตูจริงๆ ด้วย…

ก่อนหน้าที่จะเดินทางไปญี่ปุ่นรอบนั้น ฉันกับแฟนก็ทำงานใช้ชีวิตอยู่ที่ไทย คบหากันมาปีกว่าแล้ว จังหวะช่วงวันหยุดพอดี เจอตั๋วเครื่องบินราคาถูกใจ ก็เลยวางแผนพากันไปเที่ยวฮอกไกโด แต่แฟนคิดว่าเป็นช่วงเวลาเหมาะพอดีที่น่าจะถือโอกาสแนะนำฉันให้พ่อแม่ได้รู้จัก แฟนก็เลยจัดแจงโทรบอกพ่อแม่ว่าจะนัดให้มาเจอที่โตเกียว (พ่อแม่เขาอยู่ไซตามะ) พอคุยกันได้เรื่องได้ราวแล้ว แฟนก็ถามฉันว่าจะนัดพ่อแม่ไปกินข้าวที่ร้านไหนดี จนแล้วจนรอดก็มาสรุปเอาที่ร้าน Innsyoutei (韻松亭) ที่อยู่ในสวนอุเอโนะ จังหวัดโตเกียวนี่เอง

พอนัดวันและสถานที่กับพ่อแม่ของแฟนเรียบร้อย ฉันก็ชวนแฟนไปหาซื้อของฝากจากไทย ติดไม้ติดมือไปด้วย ครุ่นคิดอยู่นานจนนึกออกว่าแม่ของแฟนชอบผ้าพันคอ ฉันกับแฟนเลยพากันไปร้านจิมทอมป์สัน สาขาสุขุมวิท 93 เดินๆ ดูก็ได้ผ้าพันคอไหมไทยมาหนึ่งผืน ลายดอกไม้ ผืนผ้าสีดำเรียบๆ ไม่ฉูดฉาด ราคาสูงใช้ได้ แต่ฉันกับแฟนหารจ่ายกันคนละครึ่ง พอได้ของแม่แฟนแล้วก็เดินดูของพ่อแฟนต่อ สุดท้ายลงเอยด้วยผ้าเช็ดหน้าลายช้างแบบเรียบๆ ราคาช่างต่างจากผ้าพันคอที่เลือกให้แม่แฟนซะเหลือเกิน แต่แฟนบอกว่าไม่เป็นไร ไม่มีใครมานั่งคิดมาก ฉันก็เออออตามนั้น

ฤดูร้อนประเทศญี่ปุ่น ปี 2018,

ตัดภาพมาที่ฉันกับแฟนอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้ว เราสองคนเดินทางจากฮอกไกโดลงมาที่โตเกียว และแล้ววันนัดหมายก็มาถึง ฉันกับแฟนไปซื้อของแล้วเอากลับไปเก็บที่โรงแรม จากนั้นก็เดินมาสวนอุเอโนะด้วยกันตอนเที่ยงวัน ยืนรอกันอยู่สักพัก… พ่อกับแม่แฟนก็ปรากฏตัวขึ้น เราสวัสดีเป็นภาษาญี่ปุ่นและไม่ลืมที่จะโค้งตามมารยาทที่คนญี่ปุ่นเขาทำกัน จากนั้นพวกเราก็พากันเดินเข้าร้านเพราะได้เวลาตามที่จองเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว

ร้าน Innsyoutei (韻松亭) มันเป็นร้านอาหารเก่าแก่ที่น่าสนใจมาก แต่ราคาก็สูงใช้ได้เลยทีเดียว แฟนฉันจองห้องแบบ private สำหรับนั่งสี่คน ประตูเข้าห้องเป็นช่องเล็กๆ จนต้องมุดเข้าทีละคน แฟนบอกว่าร้านนี้เปิดมาเป็นร้อยปี สูตรอาหารดั้งเดิมโบราณแต่ดีต่อสุขภาพมาก มีหลายเซ็ทให้เลือก แต่แฟนคิดว่าไหนๆ ก็มาทั้งทีก็เลือกอันที่ถูกแนะนำมากที่สุดละกัน (ตามรูปด้านบน) ช่วงที่รออาหารมาเสิร์ฟ พ่อกับแม่แฟนก็เริ่มแนะนำตัวก่อน ดูเหมือนพ่อกับแม่แฟนจะพยายามพูดภาษาอังกฤษ บอกว่าเขาคือพ่อของแฟนฉัน ส่วนแม่ของแฟนก็แนะนำชื่อตัวเอง แถมยังเช็คแฮนด์ด้วยอีกแน่ะ ฉันเชื่อว่าพ่อแม่ของแฟนคงคุ้นเคยกับการทำความรู้จักกับคนต่างชาติ เพราะแฟนเคยไปเรียนมัธยมปลายที่ต่างประเทศ และครอบครัวโฮสของแฟนก็เคยไปเยี่ยมบ้านแฟนมาแล้ว แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะพูดอะไร แฟนก็แนะนำฉันให้พ่อแม่ฟังเสร็จสรรพ โดยที่ฉันไม่ได้พูดอะไรสักคำ…

สักพักพนักงานก็เอาอาหารมาเสิร์ฟ อาหารในเซ็ทนี้ทำจากพืชผักเป็นส่วนใหญ่ เนื้อสัตว์ที่มีก็คงจะมีแค่กุ้งกับแซลมอน ซึ่งแต่ละอย่างเรียกได้ว่าเหมือนไม่ได้ผ่านการปรุง… คลีนซะยิ่งกว่าคลีน! มันดูดีต่อสุขภาพมากซะจนแม่ของแฟนเป็นห่วงว่าฉันจะกินได้มั้ย

โชคยังดีที่เคยอยู่ในช่วงลดน้ำหนัก กินคลีนบ้างตามโอกาส ก็เลยไม่ทรมานมากนัก 😀 แต่นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ของฉันแต่เพียงผู้เดียว เพราะทั้งแฟน พ่อและแม่ของแฟนก็ไม่เคยกินอาหารแบบนี้ที่ร้านแบบนี้มาก่อนเหมือนกัน บางอย่างที่เห็นๆ และกินกันเข้าไปนั้นก็ไม่รู้ว่าทำมาจากอะไร บทสนทนาเลยกลายเป็นการช่วยกันทายวัตถุดิบในอาหารว่ามันทำมาจากอะไรกันแน่!? พอกินกันจนหมด แม่ของแฟนก็บอกว่า มันดีต่อสุขภาพนะ แต่ให้กินบ่อยๆ ก็คงไม่เอา ฮ่าๆ 😀

ช่วงที่พนักงานมาเก็บถาดอาหารและเตรียมจะเสิร์ฟของหวานต่อ ทุกคนก็ได้มีเวลาคุยกันจริงจังเสียที ฉันกับแฟนก็เลยหยิบของฝากที่ซื้อมาจากไทยมอบให้พ่อกับแม่ แม่แฟนก็รีบแกะดู พอเห็นว่าเป็นผ้าพันคอก็ดีใจใหญ่ เอามาพันคอดูตรงนั้นเลย ส่วนพ่อเขาก็รีบขอโทษที่ไม่ได้ซื้ออะไรมาฝากฉันกับแฟน แล้วก็พูดต่อว่าจริงๆ ลองหัดพูดภาษาไทยมาด้วยนะ แต่มันออกเสียงยากจนท้อใจ พ่อแฟนหยิบมือถือขึ้นมาเปิดแอปฯ แปลภาษาไทยให้ฉันดู แล้วก็ถามฉันว่าคำว่า ‘ขอบคุณ’ พูดเป็นภาษาไทยว่ายังไง ฉันก็เลยได้สอนพ่อกับแม่แฟนออกเสียงคำว่า‘ขอบคุณ’ พร้อมยกมือไหว้อีกต่างหากแน่ะ ภาพที่ออกมาคือ ทั้งสี่คนยกมือไหว้กัน เคล้าไปด้วยเสียงขอบคุณแบบแปล่งๆ นิดๆ แต่น่ารักมากนะเออ 😀 ฉันบอกกับพ่อแม่แฟนว่าฉันยังเรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่ ยังพูดไม่เก่ง แต่อนาคตหวังว่าจะคุยกับพ่อกับแม่เป็นภาษาญี่ปุ่นได้ แม่แฟนก็เชียร์ให้เราตั้งใจเรียน

แม่ของแฟนก็ถามวิถีชิวิต หน้าที่การงาน สารทุกข์สุขดิบที่ไทยเป็นปกติทั่วไป ยังบอกอีกว่าฉันดูไม่เหมือนคนไทย แฟนก็เลยออกความเห็นว่าดูเหมือนคนไต้หวันมากกว่า แม่แฟนก็ดูจะเออออ ยังไม่ลืมย้ำกับแฟนอีกว่าเมื่อไหร่จะเรียนภาษาไทยต่อ ไหนๆ ก็ทำงานอยู่ที่ไทยแล้ว ก็น่าจะพูดได้เก่งขึ้นสักวัน ซึ่งเอาจริงๆ แล้ว แม่แฟนนี่แหละที่เป็นคนคอยเชียร์ให้แฟนเราได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ไปเรียนมัธยมปลายที่ต่างประเทศ และไม่ขัดใจตอนที่แฟนลาออกจากงานที่ญี่ปุ่นเพื่อมาทำงานที่ไทย ในขณะที่พ่อของแฟนก็ไม่ได้เห็นด้วยสักเท่าไหร่เพราะทำงานในบริษัทที่ญี่ปุ่นมันมั่นคงและสวัสดิการดีกว่าเป็นไหนๆ แต่พ่อของแฟนก็ไม่ปิดกั้น คอยสนับสนุนอย่างเงียบๆ มากกว่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันทำให้ฉันรู้สึกสบายใจ เพราะทุกคนดูเป็นคนเปิดวิสัยทัศน์กว้าง ไม่ปิดกั้นและต้อนรับเราอย่างดี

พอแฟนพูดถึงทริปฮอกไกโดที่เพิ่งผ่านมาวันเดียว แม่ของแฟนก็เริ่มเล่าเรื่องราวสมัยสาวๆ ให้ฉันฟัง พูดกับเราด้วยภาษาญี่ปุ่นล้วนอย่างกับฉันเข้าใจทุกคำ… แต่ยังดีที่มีแฟนทำหน้าที่เป็นล่ามส่วนตัวได้เลิศเลอเพอร์เฟค เรียกได้ว่าแปลเป็นภาษาอังกฤษแบบเรียลไทม์ ประโยคต่อประโยค คำต่อคำกันเลยทีเดียว 😀 แม่แฟนก็เล่าว่าแต่ก่อนมันไม่มีหรอกนะ รถไฟชินคันเซ็นข้ามไปฮอกไกโด สมัยแม่ต้องนั่งเรือข้ามไปเลยนะ พอแม่ข้ามไปก็เดินทางต่อขึ้นไปเหนือสุด ไปเจอนั่น ไปเจอนี่… ยาวเหยียดจนฉันพยักหน้ารับแทบไม่ทัน ส่วนพ่อของแฟนน่ะเหรอ นั่งจิบชาร้อน กินลมชมวิวและยิ้มกริ่มพิมพ์ใจ ใครจะพูดอะไรก็พูดไป พ่อจะนั่งจิบชาอยู่ตรงนี้

แม่แฟน: “ทำไมเค้าต้องทำประตูห้องเล็กขนาดนี้ด้วย ดูตลกนะ”
พ่อแฟน : “ตลกตรงไหน ดูดีออก ไม่เหมือนใครดี”

พ่อกับแม่แฟนวิจารณ์ประตูห้องของร้านอาหาร แฟนหันมานินทาพ่อกับแม่ตัวเองว่า “ดูสิ นิสัยต่างกันเลยใช่มั้ยล่ะ” พ่อกับแม่แฟนบอกว่ากำลังหาเวลาเหมาะๆ ไปเที่ยวที่ไทย ไม่อยากไปตอนที่อากาศร้อนมาก อืม… เมืองไทยก็ร้อนมากเกือบทั้งปีอ่ะเนอะ เลี่ยงได้ก็คงอย่ามาช่วงเดือนมีนา-เมษาแล้วล่ะมั้ง

พอเวลาล่วงเลยไปจนถึงเวลาที่เราต้องสละห้องให้กับคนอื่นได้ใช้บริการต่อไป เพราะห้องที่จองนี้จำกัดเวลา ไม่ใช่ว่านั่งได้ยาวๆ บ่ายยันมืด พวกเราทุกคนก็ค่อยๆ คลานเข่ามุดออกจากประตูห้องกันมาทีละคนๆ หลังจากจ่ายเงินค่าอาหารเสร็จก็ออกมาคุยกันนิดหน่อยที่หน้าร้านอาหาร พ่อกับแม่แฟนก็บอกเหมือนเดิมว่าจะหาเวลาไปเยี่ยมฉันกับแฟนที่ไทย ตอนร่ำลา ฉันก็โค้งขอบคุณพ่อแม่แฟนอีกรอบ จากนั้นก็เดินกลับออกจากสวนคนละทาง แต่ตกค่ำ… แฟนก็ได้รับอีเมล์จากแม่ของเขา แล้วแฟนก็หันมาแปลเป็นภาษาอังกฤษให้ฉันฟังว่า

แฟนเรา: “แม่ส่งมาบอกว่าเธอน่ารักและดูเป็นคนดีนะ บอกให้เรากลับบ้านกันดีๆ แล้วเจอกันที่ไทย”
เรา: “เพิ่งเจอครั้งแรก แม่เธอรู้ได้ไงว่าฉันเป็นคนดี?”
แฟนเรา: “เอ้า เวลาเธอเจอใคร เธอไม่มีเซ๊นส์รู้สึกเลยเหรอว่าใครคนดี คนไม่ดี”
เรา: “เออ นั่นสินะ”

ในเวลาไล่เลี่ยกัน พ่อของแฟนก็ไลน์มาหาแฟนด้วยข้อความยาวๆ เช่นกันว่า ‘พ่อกับแม่ชอบของฝากที่ซื้อมาให้ เลือกลายได้ถูกใจมาก และขอให้เราสองคนกลับบ้านดีๆ หวังว่าจะเจอกันที่ประเทศไทย’

การได้ไปเจอพ่อแม่ของแฟนครั้งนี้ ก็ถือว่าได้เรียนรู้ว่าจริงๆ แล้ว เราไม่สามารถไปยึดติดกับกฏเกณฑ์ที่คนอื่นวิเคราะห์มาให้เราทำตามเสมอไป แต่ละครอบครัวก็ใช้ชีวิตและมีแนวคิดไม่เหมือนกัน ถ้าอยากจะเรียนรู้ว่าควรทำตัวยังไง ก็ควรจะถามแฟนเราที่ใกล้ชิดที่สุดมากกว่าเพราะเขาจะรู้ว่าพ่อแม่ของเขาเป็นคนยังไง ตามประสบการณ์ของฉันแล้ว ฉันอยากแนะนำทุกคนที่กำลังกังวลว่าควรทำตัวยังไง เมื่อต้องไปพบพ่อแม่แฟนคนญี่ปุ่น…

  • ซื้อของฝากติดไม้ติดมือไปด้วย ฉันว่าอันนี้สำคัญนะ วัฒนธรรมไทยเราก็ทำกันอยู่แล้ว ถือว่าไม่น่าจะเหลือบ่ากว่าแรงอะไร ให้ดีก็ควรจะถามแฟนเราว่าพ่อแม่ของเขาชอบอะไร และไม่ชอบอะไร เพราะบางคนก็ไม่ได้ชอบของที่เอาไปตั้งไปวางเฉยๆ แต่ใช้งานอะไรไม่ได้
  • ภาษา คนเราไม่ได้ตัดสินว่าใครเป็นคนดีหรือไม่ดี จากการที่พูดภาษาของเขาได้หรือไม่หรอกนะ พูดได้เก่งก็ทำให้ประทับใจได้ แต่พูดไม่ได้ก็ใช่ว่าจะเสียโอกาสไปเลยซะเมื่อไหร่
  • มารยาท นี่ไม่ได้หมายถึงว่าคุณจะต้องเรียบร้อยเพรียบพร้อม ราวกับผ้าที่รีดจนเรียบกริบแล้วพับเก็บเอาไว้มิดชิดหรอกนะ มันหมายถึงเป็นคนรู้กาลเทศะต่างหาก รู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ อะไรควรพูดไม่ควรพูด อ่อนน้อมถ่อมตัวก็ทำให้ดูน่ารักขึ้นเป็นกองนะเออ
  • เป็นตัวของตัวเอง ในที่นี้หมายถึงอย่าไปเฟคจนดูปลอม พ่อแม่เขาเป็นผู้ใหญ่ มีเซ๊นท์ดูออกหรอกนะว่าเรากำลังเสแสร้งแกล้งทำให้เขาประทับใจอยู่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นคนหยาบคายแล้วไปทำตัวหยาบกร้านโดยไม่ไว้หน้าใคร อันนั้นก็ควรจะปรับปรุงตัวด่วน เป็นตัวของตัวเองก็อย่างเช่น ถ้าไม่เค๊ยไม่เคยใส่กระโปรงยาว เสื้อลูกไม้หวานแหวว หรือส้นสูงส้นตึก ก็อย่าไปฝืนใจใส่ให้มันเคอะเขินเลย แต่งตัวอย่างที่เราสบายตัวสบายใจ แต่ไม่ใช่กางเกงสั้นเสมอหู เสื้อคว้านถึงสะดือ อันนั้นก็เกินไป! อย่าลืมว่ามนุษย์เรา ยังไง๊ยังไงก็ตัดสินคนที่เจอกันครั้งแรกจากภายนอกก่อนทั้งนั้นแหละ

สรุปแล้วการเป็นตัวของตัวเองเป็นสิ่งที่ดีที่สุด สบายใจทั้งสองฝ่าย แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราศึกษาและรู้จักธรรมชาติของครอบครัวเขามากน้อยแค่ไหน บางครอบครัวอาจจะชาตินิยมมากๆ ก็ต้องเตรียมตัวมากหน่อย แต่บางครอบครัวค่อนข้างเปิด ก็จะสบายหน่อยแค่นั้นเองค่ะคุณ 🙂

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s