Japan, TRAVEL, VIDEO

Climbing Mount Fuji ภูเขาไฟฟูจิ ปีนเช้าเย็นกลับ!

“แย่ละ เมื่อกี้คุยกับพนักงาน เค้าบอกว่าไต้ฝุ่นจะเข้าพรุ่งนี้ แนะนำให้ยกเลิกปีนฟูจิดีกว่า”

ตอนบ่ายแก่ๆ ในวันศุกร์ ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ปี 2019, เราเดินวนไปเวียนมาอยู่ที่ร้านขายเสื้อผ้าและอุปกรณ์ปีนเขาแห่งหนึ่งในเมืองคาวากูจิโกะ ฉันกับแฟนมาญี่ปุ่นรอบนี้แค่สี่วัน มีเป้าหมายเดียวล้วนๆ แบบไม่มีแผนสำรองใดๆ ก็คือ มาเพื่อปีนฟูจิเท่านั้น ตามแผนที่วางเอาไว้ก็จะปีนขึ้นไปยอดเขา จากนั้นก็ลงมานอนที่ 9th station พักผ่อนหย่อนกายสบายใจแล้วค่อยตื่นเช้ามืดไปดูพระอาทิตย์ขึ้น ช่วงสายๆ ก็เดินกลับลงมาหาอะไรอร่อยๆ กินในเมือง 

แต่… ดูเหมือนมันจะไม่เป็นไปตามที่วางแผนไว้แต่แรกซะแล้วสิ

“นี่เธอไม่ได้เช็คหน้าเว็บไซท์เลยเหรอ อ๊ะ! เพิ่งแจ้งเตือนเมื่อสี่ชั่วโมงที่แล้วนี่นา”

แฟนรูดหน้าจอโทรศัพท์มือถือยิกๆ ทำท่าจะโทษกันว่าไม่ติดตามข่าวสารล่วงหน้า แต่ดีที่เห็นเวลาที่เจ้าหน้าที่โพสไว้หน้าเว็บไซท์เมื่อไม่นานซะก่อน ฉันมองหน้าแฟนด้วยความผิดหวังว่าจะไม่ได้ไปปีนฟูจิ ขณะเดียวกันอีกที่ว่างหนึ่งของสมองก็พยายามคิดแง่บวกว่าจะทำอะไรเพื่อปลอบโยนความผิดหวังนี้ดี กิน? นอน? จะไปที่อื่นก็ไม่ได้ จองที่พักด้วยบัตรเครดิตไปละ มายกเลิกหน้างานขนาดนี้ก็ไม่คืนเงินซะด้วย มาแถวนี้บ่อยจนเหลือแค่พิชิตยอดฟูจินี่แหละที่เป็นเป้าหมาย… 

“ถ้าอยู่ที่นี่ถึงวันอาทิตย์ ก็ลองไปปีนวันอาทิตย์ก็ได้นะ ลมฝนน่าจะเบาบางลงแล้ว แต่ก็นะ… ความปลอดภัยต้องมาก่อน ยังไงฟูจิก็จะรออยู่ที่เดิม ไม่ไปไหนหรอก คราวหน้ามีโอกาสค่อยมาปีนใหม่ก็ได้จริงมั้ย” พนักงานหนุ่มบอกกับพวกเรา แล้วยิ้มตายี๋ให้

แฟนหันมามองหน้าเราด้วยแววตาที่อยากจะสื่อว่า ‘มึงเชื่อเค้าเถอะ อย่าดื้อด้านนักเลย’ ไต้ฝุ่นมาโดยไม่ได้คาดหมาย (เสียมารยาทจริงๆ โผล่มาโดยไม่มีใครเค้าเชิญ!) เราไม่รู้เลยว่าข้างบนนั้นลมมันจะแรงขนาดไหน ต้นไม้ก็ไม่มีให้หลบ แล้วถ้าฝนมันตกลงมาหนักมากจริงๆ ปีนเขากลางฟ้าร้องฝนตก มันก็คงจะไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่มั้ง เฮ่อ… คงต้องเปลี่ยนแผนจริงๆ แล้วสินะ

เราสองคนพากันไปเช็คอินโรงแรมที่จะนอนในคืนนี้ก่อน แล้วออกมาหาตู้โทรศัพท์สาธารณะ (เพราะที่โรงแรมระบบเก่ามาก บัตรก็ไม่รับ โทรศัพท์ก็ไม่มีให้ยืมใช้) แฟนจัดการโทรไปยกเลิกที่พักที่ 9th station บนภูเขาฟูจิที่เราจองไว้นอนคืนพรุ่งนี้ พนักงานก็รู้งานมาก รับสายอย่างเร็วไวราวกับนั่งจ้องอยู่ทั้งวัน ดูเหมือนวันนี้คงมีหน้าที่นั่งรับสายคนที่โทรไปยกเลิก แต่เดิมเราต้องพกเงินเจ็ดพันเยนไว้จ่ายที่ 9th station แต่ตอนนี้ยกเลิกไปแล้วก็เก็บไว้ทำอย่างอื่น หลังจากนั้นเราก็ใช้เวลาช่วงค่ำไปเดินเตร็ดเตร่อยู่ที่ศาลเจ้าชินโต ไปหาความสงบปลอบประโลมความผิดหวังของตัวเอง  แต่ที่ศาลเจ้านั้นก็ยังตรอกย้ำความเศร้าของเราเข้าไปอีก เพราะดันมีเส้นทางเชื่อม Yoshida Trail เรียกได้ว่าเริ่มเดินจากระดับศูนย์เลยทีเดียว ในขณะที่ทุกวันนี้ ใครๆ ก็ไปเริ่มเดินกันที่ 5th station ฉันยิ่งมองที่ป้ายบอกทางก็ยิ่งนึกเสียดายที่จะไม่ได้ไปพิชิตยอดเขาในครั้งนี้…

แต่อย่าปล่อยให้ความเศร้าอยู่กับเรานาน ฉันกับแฟนกลับมาโรงแรมแล้วช่วยกันเสิร์ชหาว่าพรุ่งนี้จะไปกินอะไรดี แถมยังต้องหาที่พักใหม่สำหรับคืนวันพรุ่งนี้ด้วย เพราะการที่เราไม่ได้ไปปีนเขาตามแผนและยกเลิกที่พักบนฟูจิไปก็หมายความว่าพรุ่งนี้เราจะไม่มีที่นอน…

เช้าวันเสาร์… ฝนมันก็ตกลงมาแต่เช้า ตกลงมาทั้งวันจริงๆ ตกเบาบ้าง แรงบ้างตามอารมณ์ เรียกได้ว่าวันทั้งวันนี่ไม่เห็นภูเขาไฟฟูจิเลยทีเดียว เมฆหมอกบังซะมิดชิด! 

ฉันกับแฟน เราคุยกันตั้งแต่เมื่อคืนแล้วว่าต้องสลับแผนที่จะต้องซื้อเสบียงของกินของใช้กลับไทยในโตเกียววันสุดท้าย เปลี่ยนมาซื้อมันที่นี่ซะเลย! จากนั้นก็เอาไปเก็บไว้ที่โรงแรม แล้วเดินใส่เสื้อคุมฝนท่ามกลางเม็ดฝนโปรยปรายไปหาของกินต่อ มีความสุขกับโฮมเมดพุดดิ้งของโปรด ใส่เสื้อคุมกันฝนเดินกินไอติมนมสดให้สบายใจ ยังไงก็ต้องมีความสุขให้ได้ในทุกสถานการณ์สิน่า!

“เธอๆ ดูนี่! ไต้ฝุ่นมันวิ่งเร็วขึ้น มันจะผ่านเมืองนี้ไปภายในวันพรุ่งนี้ตอนตีห้า ดีใจมั้ยๆ”

แฟนยื่นโทรศัพท์มือถือมาให้ดู อธิบายให้ฟังด้วยความตื่นเต้น พอได้ฟังจนจบประโยคก็รู้สึกราวกับได้ยินเสียงสวรรค์ โปรแกรมข่าวพยากรณ์อากาศอัจฉริยะที่แค่รูดนิ้วไปตามเวลารายชั่วโมง ก็จะเห็นการเดินทางของเจ้าก้อนไต้ฝุ่นตัวดี แฟนรูดปุ่มสโครลบาร์ให้ดูการเคลื่อนที่ของมัน ฉันยิ้มออกทันทีที่เห็นว่าอยู่ๆ มันก็ปลิวออกจากเมือง แล้วสักพักก็แตกกระจายหายไปอย่างกับฟองสบู่แตกในตอนตีห้าของวันพรุ่งนี้! แววตาของเราเปี่ยมไปด้วยความหวังอีกครั้ง อย่างน้อยธรรมชาติก็ไม่ใจร้ายกับเราจนเกินไป มาทำให้เราผิดแผนเล็กๆ น้อยๆ แต่ไม่ได้ทำให้เราพลาดโอกาสซะทีเดียว 

เราพากันไปที่ร้านให้เช่าและขายอุปกรณ์เดินป่าอีกครั้ง แต่ไม่ใช่ร้านเดิม แฟนเดินวนไปวนมาแล้วถือไม้เท้าเดินป่าอันใหม่เอี่ยมอ่องมาหา จากประสบการณ์ที่ไปเดินป่าพิชิต ABC Annapurna Base Camp กันมา ทำให้แฟนได้รู้ว่าไม้เท้าเดินป่ามันโคตรมีประโยชน์ หัวเข่าของแฟนถูกทรมานน้อยลงก็เพราะเจ้าไม้เท้าเดินป่านี่แหละ แฟนสองจิตสองใจว่าจะซื้อหรือเช่าหรือไม่ต้องใช้ดีนะ ถ้าหากพรุ่งนี้ไต้ฝุ่นดันไม่ยอมไปไหนขึ้นมา เราก็อาจจะไม่ได้ไป ก็จะเสียเงินเช่าหรือซื้อไปเปล่าๆ ได้แต่ขนกลับบ้าน ไม่ได้ใช้งาน… แต่สุดท้ายฉันก็เป็นคนตัดสินใจเองว่าไม่ต้องใช้ไม้เท้าเดินป่าหรอก เราไปเช้าเย็นกลับ ไม่ได้ขนของอะไรเพื่อไปนอนบนนั้น มีแต่ของกินกับน้ำเปล่า ไฟฉายคาดหัวก็ไม่ต้องใช้เพราะเราเดินไป เดินกลับตอนกลางวัน แฟนก็เห็นด้วย แล้วพากันไปไดโซะ… ซื้อถุงมือปีนเขาราคาถูกมาใช้คนละคู่ เพราะบางจุดจะต้องปีนป่ายขึ้นไป 

แค่นี้ก็พร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้แล้ว ขอแค่ไต้ฝุ่นจงเมตตาเราด้วยเถ๊อะ!

เช้าวันอาทิตย์ เรารีบเดินเท้ามาจากโรงแรมระยะทางเกือบสองกิโลเมตร มาต่อแถวยืนรอขึ้นรถบัสรอบ 6.30 น ที่สถานีคาวากูจิโกะ ฟ้าใสไร้เมฆจนมองไปเห็นภูเขาฟูจิหัวโล้น (ไม่ได้โล้นเพราะทำลายป่าแบบบ้านเรานะ แต่โล้นเพราะไม่มีหิมะเป็นหมวกให้อย่างเคยต่างหาก) เรากำลังจะไปตั้งต้นปีนฟูจิที่ Yoshida Trail ซึ่งใครๆ ก็บอกว่าง่ายที่สุด ใช้เวลานานสุด และคนเยอะที่สุด

ความจริงตามแผนเดิมที่ฉันกับแฟนคุยกันไว้ก็คือจะไปตั้งต้นปีนที่ Fujinomiya Trail แล้วค่อยเดินลงทาง Yoshida Trail แต่ด้วยความที่ผิดแผน ไม่ได้นอนบนฟูจิแล้ว แผนใหม่เลยกลายเป็น ‘ปีนขึ้นและกลับในวันเดียวกัน’ เพราะงั้นตอนเช้าคงไม่มีเวลาเอากระเป๋าไปฝากไว้ที่เกสท์เฮ้าส์ที่จะนอนคืนนี้ แต่ฝากไว้กับโรงแรมที่เช็คเอ้าท์ และเลือกนั่งรถบัสไปเริ่มต้นเส้นทางที่ใกล้กับสถานีคาวากูจิโกะที่สุดอย่าง Yoshida Trail เราจองตั๋วรถบัสแบบไป-กลับวันเดียวกัน ราคาคนละ 2,100 เยน (ถ้าเที่ยวเดียวก็ขาละ 1,540 เยน)

และแล้วก็นั่งรถบัสมาถึง Fuji-Subaru 5th station (2,305 m) ตอนประมาณไม่เกิน 7.30 น มองไปรอบๆ ไม่ได้มีคนมากมายอย่างที่คิด สงสัยจะยกเลิกแผนกันไปเยอะอยู่เหมือนกันนะ เมื่อวันก่อนที่กำลังโทรไปยกเลิกที่พักบนเขา คนที่เดินผ่านไปผ่านมาพร้อมรองเท้าและอุปกรณ์เดินป่าครบครันอย่างกับจะไปเผชิญข้าศึกที่ไหน พากันคุยกันว่าจะขับรถไปเที่ยวที่อื่นแทน มีคนที่ต้องเปลี่ยนแผนเพราะไต้ฝุ่นเหมือนกับพวกเราทั้งนั้น ตอนเช้าๆ ที่ 5th station ก็เลยดูเงียบเหงาไปนิด แต่ถ้าช่วง Obon Week ที่กำลังจะมาถึง ที่นี่คงไม่เงียบเหงาอีกต่อไป

เมื่อวานที่ฉันกับแฟนไปร้านให้เช่าอุปกรณ์เดินป่า แต่ไม่ได้ซื้ออะไร แฟนแอบฟังครอบครัวหนึ่งที่มีลูกชายสองคน เอาอุปกรณ์ที่เช่าไปมาคืนที่ร้านแล้วคุยกับพนักงาน คนแม่บอกว่าเมื่อวานทั้งครอบครัวไปไม่ถึงยอดเขา อีกนิดเดียวก็จะถึงแล้ว แต่ลมแรงมาก แรงจนเห็นคนที่ขึ้นไปก่อนหน้าล้มลงมา ส่วนลูกชายตัวเล็กๆ ก็ประคองตัวเองไม่อยู่ เท้าจะลอยจากพื้นตลอดเวลา และด้วยความที่ระหว่างทางไม่มีต้นไม้ ครอบครัวนี้ก็เลยพากันหมอบลงกับพื้นจนกว่าลมจะสงบ แต่สุดท้ายครอบครัวนี้ก็ขอยอมแพ้และกลับลงมา โดยไปไม่ถึงยอดเขา…  พอแฟนแปลให้ฉันฟังจนจบ เรามองหน้ากันอย่างมีความหวังว่าวันรุ่งขึ้นจะเป็นวันดี 

แล้ววันนี้มันก็เป็นวันดีจริงๆ!!! ฟ้าใส แดดจ้า แฟนรีบเดินสับๆ เข้าสู่เส้นทางพิชิตยอดเขาฟูจิอย่างไว บ่นว่าอยากไปถึงยอดให้เร็วที่สุด จะได้ไม่ต้องกลับเข้าเมืองตอนค่ำมืด ฉันเองก็รีบจ้ำตามไปติดๆ ระหว่างทางมีจุดรับบริจาคเพื่อรับสมุดและแผ่นป้ายไม้ที่แกะสลักรูปภูเขาไฟฟูจิและปี ค.ศ. 2019 เอาไว้ เปรียบเป็นเครื่องการันตีว่าเราได้มาเหยียบที่นี่เพื่อพิชิตยอดเขาฟูจิแล้วนะ แฟนบอกว่าจะบริจาคหนึ่งพันเยนหรือจะเดินผ่านไปเลยก็ได้ แฟนอธิบายว่ามันเป็นการบริจาคเพื่อเอาไปใช้ทำความสะอาดและดูแลสถานที่ แล้วเวลาเราเดินไปไกลมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เห็นชัดเจนว่าที่นี่มันก็สะอาดจริงๆ นั่นแหละ แม้จะแอบเห็นผ้าอนามัยแบบสอดหล่นอยู่กลางทาง (ใครมันก็ช่างทิ้งไว้แถวนี้วะเนี่ย!?)

กระเป๋าเป้ของเรามีแค่ของจำเป็นก็คือ อาหาร น้ำดื่ม เสื้อกันฝน (เผื่อฝนตก) แจ็คเก็ตกันลมบางๆ (เผื่อลมแรงขึ้นมา) และกล้องถ่ายรูปพร้อมแบตเตอรี่สำรอง อาหารก็จะเป็นขนมปังกับแคลอรี่บาร์เพราะน้ำหนักเบา ฉันกับแฟนเดินขึ้นกันแบบตัวปลิวๆ อุปกรณ์มีไม่มาก แต่อย่างน้อยรองเท้าเดินป่าก็ช่วยชีวิตเราได้เยอะแล้วล่ะ 

เส้นทางไปสู่ยอดภูเขาไฟฟูจิ จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย แต่ที่รู้ๆ มันเหนื่อยเหมือนกันทั้งนั้นแหละ ที่นี่ด้วยความที่มันเป็นภูเขาไฟ พื้นดินมีแต่ดินและหินภูเขาไฟที่ดับแล้ว ต้นไม้ใหญ่ไม่มีให้เห็น ภูเขาเป็นที่โล่งกว้างจนจินตนาการเหมือนเราอยู่บนสววรค์ (อ๊ะๆ ยังไม่เคยตายหรอกนะจ๊ะ) แล้วยิ่งขึ้นไปสูงๆ ยิ่งเหมือนเราได้สัมผัสเมฆและเดินไปคู่กับพวกมัน หันมองไปยังเบื้องล่างจะเห็นทะเลสาบคาวากูจิโกะและบ้านเมืองใต้ปุยเมฆ แอบตกใจว่า เฮ้ย! เราอยู่สูงขนาดนี้แล้วเหรอวะเนี่ย! 

ที่นี่มีคนสูงอายุและวัยรุ่นญี่ปุ่นมาปีนในจำนวนเยอะพอๆ กันเลย ระหว่างทางก็จะมีคุณตาญี่ปุ่นเดินหอบเหงื่อตกมาข้างๆ แนะนำให้เราเดินทางเดียวกันที่มันราบหน่อย จะได้ไม่เหนื่อย แหม… คุณตาเหงื่อท่วม หอบแรงขนาดนั้นยังอุตส่าห์มาเป็นห่วงเรานะ บ้างก็เห็นจะมีคู่รักสูงวัยหลายคู่ เดินไปก็พากันนั่งพักสูดกระป๋องออกซิเจนไป แต่ก็ดูแลกันดี เดินเคียงกัน รอกันไปเรื่อยๆ ดูจากอายุอานามของแต่ละคู่ก็คงผ่านอุปสรรคหลายอย่างด้วยกันมามากอยู่ แค่ปีนภูเขาไฟฟูจิคงไม่ได้หนักหนาอะไรสำหรับพวกเขา ในยุคสมัยที่คนใจร้อนขึ้นและเปลี่ยนใจเร็ว คงจะหาคนที่พร้อมจะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเราในทุกสถานการณ์ได้ยากกว่าในสมัยของคุณตาคุณยายตรงหน้านี้แล้วมั้ง… 

“เร็วๆ หน่อย! ต้องใช้เวลาเดินกลับอีกตั้งสามสี่ชั่วโมง ไม่มีเวลาแล้วนะ!”

ไม่ทันจะได้เคลิบเคลิ้ม อินไปกับพลังชีวิตคู่ของตายาย ฉันเงยหน้าขึ้นไปตามเสียง เห็นแฟนยืนมองมาจากที่ห่างไกลลิบๆ ข้างบนนั้น… 

ในที่สุด! เวลาประมาณบ่ายโมงกว่าๆ เราก็มาถึงสุดยอดยอดสุดของภูเขาไฟฟูจิ! เย้! เย้! เย้!

ช่วงใกล้จะถึงมันหนักหนาไม่เบา ทางชันเอ๊า ชันเอา! แต่สุดท้ายก็มาเหยียบถึงปากปล่องภูเขาไฟได้สำเร็จ  พอหันไปมองบ้านเมืองเบื้องล่างก็ยิ่งทำให้ฉีกยิ้มกว้างมากขึ้นไปอีก ภูเขาไฟฟูจิสูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น (3,776 m) ทำให้เราต้องก้มมองภูเขาลูกอื่นๆ ที่รายล้อมอยู่สุดลูกหูลูกตา ปุยเมฆเคลื่อนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างคาดเดาไม่ออก โชคดีที่ได้มาถึงในตอนที่แดดออกจ้า อากาศก็บริสุทธิ์จนอยากสูดเก็บไว้ในปอดไปหายใจต่อที่ประเทศไทย

ในญี่ปุ่น… ปีนี้ดูจะพิเศษกว่าปีอื่นๆ เพราะว่ามันเป็นปีที่ได้เริ่มต้นศักราชใหม่ หลังจากสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะสละราชบัลลังก์ไปเมื่อตอนสิ้นเดือนเมษายน ก็ถือว่ายุคเฮเซได้สิ้นสุดลง และเข้าสู่ยุคใหม่ นั่นก็คือ ยุคเรวะ ไงล่ะ  ระหว่างทางที่เดินจะได้ยินคนญี่ปุ่นคุยกันว่า ‘เรามาปีนฟูจิในปีแรกของเรวะด้วยล่ะ ดีจังเลยน้า’ พอได้รู้แบบนี้ก็เลยรู้สึกปลื้มปริ่มไปด้วยเลย หากเวลาผ่านไปนานวัน มีใครก็ตามมาถามว่าเคยไปปีนฟูจิมาหรือยัง แล้วไปปีนมาเมื่อไหร่ ฉันก็จะได้ตอบไปอย่างภาคภูมิใจว่า ‘ไปปีนมาแล้ว ปีนในปีแรกของเรวะด้วยนะแก!’ แถมยังจำง๊ายง่าย ในวันที่ลืมไปแล้วว่ามาปีนฟูจิปีไหน ก็จำเอาไว้เลยว่า ปีแรกของยุคเรวะ! 

พอพิชิตยอดภูเขาไฟฟูจิได้ เราก็เดินอ้อยอิ่ง ถ่ายรูปให้กันและกัน ถ่ายรูปให้คนอื่นบ้าง นั่งพักบนหินให้เจ็บตูดเล่นบ้าง จนเวลาล่วงเลยไปประมาณเกือบบ่ายสองครึ่ง แฟนก็รีบเร่งให้เดินกลับได้แล้ว เพราะเรายังต้องใช้เวลาอีกหลายชั่วโมงกว่าจะเดินไปถึงจุดที่เราลงจากรถบัสที่เดิม ก็คือ Fuji-Subaru 5th station ทางเดินลงจะเป็นคนละทางกับทางที่ขึ้นมา มีความซิกแซกไปซิกแซกมา ไม่มีหินให้ปีนป่ายแล้ว พื้นก็ค่อนข้างจะลื่นนิดหน่อย แต่ก็ยังเห็นคนวิ่งลงกันหน้าตาเฉย ระหว่างทางมีหมอกลงขาวโพลน ทำให้มองทางไม่เห็นเป็นช่วงๆ แต่ก็ไม่ได้อันตรายอะไร ฉันเป็นคนที่มีปัญหากับการเดินลงเขา เวลาเดินขึ้นก็ไม่เคยจะรู้สึกลำบากเท่าการเดินลง ดูเหมือนว่าข้อเท้าของฉันจะไม่ค่อยมั่นคงเท่าไหร่ แต่ดีที่ใส่รองเท้าเดินป่าแบบหุ้มข้อ มันเลยช่วยประคองป้องกันข้อเท้าไม่ให้พลิกได้ 

แล้วเราก็เดินมาถึงที่หมาย Fuji-Subaru 5th station เพื่อจะขึ้นรถบัสตอนเวลาประมาณห้าโมงครึ่ง แต่ไม่ทันเพราะรถบัสมันก็ออกไปตอนที่เรามาถึงพอดีนั่นแหละ เลยต้องนั่งรอต่อไปอีกเป็นชั่วโมง ระหว่างนั้นฝนก็ตกลงมา… ฉันกับแฟนพูดพร้อมกันว่า ‘เราช่างโชคดีจริงๆ ที่มาถึงก่อนฝนตก’

เรารักฟูจิ ฟูจิก็รักเรานะ

ดูสิ ขนาดก้อนหินยังเป็นรูปหัวใจเลยอ่ะ!

วันทั้งวันหมดไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน แต่มันก็หมดไปอย่างมีคุณค่า เราได้ใช้เวลาหนึ่งวันทำตามเป้าหมายเล็กๆ ที่ฝันไว้ การปีนเขายังให้อะไรกับเราอยู่ตลอดสิน่า… เวลาเริ่มเดินขึ้น เราตื่นเต้นเหลือเกินว่าข้างบนนั้นจะเป็นยังไง จะสวยแค่ไหนน้อ พอถึงกลางทางก็เริ่มเหนื่อย ในหัวไม่มีฝันหวานอีกต่อไป มีแต่จะคิดว่า ‘เมื่อไหร่แม่งจะถึงซักทีวะเนี่ย’ แต่พอไปถึง… ก็โคตรดีใจที่ทำได้!

ฉันยังผูกพันธ์การปีนเขาไว้กับความฝันหลายๆ อย่างในชีวิตตัวเอง ถ้าเรายอมแพ้ก็เหมือนไปไม่ถึงยอดเขา กลายเป็นไม่มีวันรู้ว่าข้างบนนั้นมันเป็นยังไง เวลาเดินมาได้ไกลมากแล้ว หันมองไปข้างหลังแล้วรู้สึกภูมิใจว่ามาได้ไกลขนาดนี้เลยเว้ย! พอรู้สึกเบื่อกับอะไรที่ทำอยู่ ก็จะเตือนใจตัวเองด้วยการนึกถึงตอนปีนเขานี่แหละ ว่าอะไรที่ทำไม่สำเร็จ ส่วนหนึ่งมันมาจากความขี้เกียจ ท้อแท้ ไม่เอาจริงเอาจังของตัวเราเอง ไม่ใช่ใครอื่นเลย…

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s