Nepal, TRAVEL, VIDEO

ฉลองปีใหม่แบบทรหด อุณหภูมิติดลบสุดหนาวเหน็บที่ ABC│Trekking Annapurna Base Camp│New Year 2019

ช่วงปี 2018, ชีวิตดูจะยุ่งเหยิงปวดหัวจนลืมไปว่าต้องหาที่เที่ยวในวันขึ้นปีใหม่ เราปล่อยให้เวลาล่วงเลยจนลืมไปด้วยว่าค่าตั๋วเครื่องบินไปที่ต่างๆ มันชอบพากันหนีขึ้นที่สูงอย่างกับหนีน้ำท่วมในช่วงไฮซีซั่น จนสุดท้ายด้วยความโหยหาภูเขาแทบจะตลอดเวลา บวกกับค่าตั๋วเครื่องบินที่ไม่แพงตามชาวบ้าน หวยก็เลยไปออกที่เนปาล… แต่การไปเนปาลครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก มันเป็นครั้งที่สองสำหรับเราสองคน ฉันก็เลยโพล่งออกไปอย่างดังเป็นภาษาอังกฤษว่า “ไป ABC กันเถอะ!”

แฟนหนุ่มจากแดนซามูไรถึงกับหันมามองหน้าพร้อมเสียงในลำคอว่า เห๋!?

Day 0 : Bangkok → Kathmandu

ฉันขอเรียกวันนี้ว่า เดย์ ซี่โร่ ถึงแม้จะเดินทางจากกรุงเทพฯ มาถึงเมืองกาฐมาณฑูในวันนี้ แต่เหมือนเป็นแค่วันพักผ่อน กินอาหารให้อร่อย เพื่อเตรียมตัวก่อนจะได้คืนสู่ป่าอีกครั้ง… 

เราสองคนเดินทางมาถึงเมืองกาฐมาณฑูในวันเสาร์พอดี แล้วฉันก็ลืมสนิทว่าจะต้องไปทำใบ ACAP Entry Permit และ TIMS Card ก่อนเดินทางไปเมืองโพคาราต่อในวันพรุ่งนี้ ซึ่งเป็นใบอนุญาตที่ต้องแสดงให้เจ้าหน้าที่ดูก่อนที่เราจะเข้าเขต Annapurna Conservation Area แต่เวลาล่วงเลยตั้งแต่ลงเครื่องบินจนตอนนี้ปาเข้าไปบ่ายโมงกว่าถึงได้ระเห็ดออกจากสนามบินได้ มาถึงหน้า Tourist Service Center ก็สายไปเสียแล้ว ประตูปิดเป็นสัญญาณบอกว่าหมดเวลาแล้วอย่ารอรี แต่ฉันก็ไม่วายให้ลุงคนขับแท็กซี่เข้าไปถามเจ้าหน้าที่ในตึกให้หน่อยว่าจะขอทำใบอนุญาตทั้งสองใบได้มั้ย แสดงนิสัยคนไทยสุดฤทธิ์ แบบว่าหน่อยน่า… นิดนึงน่า… ไม่เป็นไรน่า… แปบเดียวเองน่า…

แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ… เราหอบความผิดหวังไปเช็คอินเข้าโฮสเทลย่านเดิมที่เคยมาเยือนก็คือ ย่านทาเมล ฉันหันไปปรึกษาแฟนว่าจะเอายังไงกันดี ถ้าออฟฟิศปิดตั้งแต่บ่ายขนาดนี้ ที่โพคาราจะปิดเวลาเดียวกันมั้ยนะ… ตามที่วางแผนกันไว้ว่าจะนั่งรถบัสตอนเจ็ดโมงเช้าไปเมืองโพคาราอย่างที่เคยทำ แต่กว่าจะไปถึงโพคาราได้ก็ล่อไปบ่ายโมงแน่ๆ แล้วออฟฟิศก็จะปิดประตูใส่หน้าเราอย่างวันนี้! พอไม่มีใบอนุญาต… ก็หมายความว่าเราไปพิชิต ABC ไม่ได้นะเซ่!!! แฟนเริ่มเอามือกุมขมับ แต่แล้วก็เกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมาซะดื้อๆ ก็เปลี่ยนเป็นนั่งเครื่องบินไงล่ะ!

ไม่รอช้า เดินลงจากห้องพักไปหาผู้จัดการโฮสเทลทันที ถามหาตั๋วเครื่องบินสำหรับพรุ่งนี้เช้าทันที แถมยังให้โทรหาเจ้าหน้าที่ที่ ACAP office ที่โพคาราด้วยว่าเปิดถึงกี่โมง จนสุดท้ายเราสองคนก็ได้ตั๋วเครื่องบินสายการบิน Yeti Airlines ขาไปและขากลับมากาฐมาณฑู เหตุผลที่เลือกก็เพราะเชื่อผู้จัดการโฮสเทลค่ะ! จริงๆ ก็มีหลายสายการบินให้เลือก แต่ด้วยการเดินทางครั้งนี้จะพลาดคลาดเคลื่อนเวลามากไม่ได้ ก็เลยเลือกสายการบินที่มีเที่ยวบินเยอะหน่อย มีเครื่องบินสำรองเยอะหน่อย (ตามที่ผู้จัดการโฮสเทลให้ข้อมูลอ่ะนะ) เวลาเกิดเหตุสุดวิสัยอะไรขึ้นมา อย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่าจะมีเครื่องบินลำอื่นมาสำรองบริการให้เราได้ทันเวลา

พอเรามีตั๋วเครื่องบินไว้ในมืออย่างอุ่นใจ ฉันกับแฟนก็พากันเดินไปย่านร้านขายเสื้อผ้าและอุปกรณ์เดินป่า ร้านก็จะขายของคล้ายๆ กัน ตั้งอยู่ติดๆ กันไปหมด แฟนฉันเป็นคนซื้อของยาก เลือกของนาน ต่อราคาแล้ว ต่อราคาอีก คิดคำนวณจนเด็กชายเนปาลีในร้านขายเสื้อกันหนาวร้านหนึ่งหันมาแอบคุยกับฉันตอนแฟนกำลังลองกางเกงว่า “พี่นี่โชคดีนะเนี่ย แฟนพี่ฉลาดมากเลย” เดี๋ยวนะ เอ็งอาจจะอยากบอกว่าแฟนข้า ‘ขี้เหนียว’ มากเลยต่างหากใช่มั้ย!

หลังจากเราสองคนได้กางเกงขายาวกันหนาวและแจ็กเก็ตกันลมแบรนด์ก๊อปปี้ในราคาสุดย่อมเยามาแล้ว ก็เดินตามเสียงเรียกร้องของกระเพาะอาหารไปที่ร้านอาหารร้านเล็กๆ ร้านหนึ่ง ตั้งอยู่ห่างไกลในที่มืดทึม มีเพียงแสงสว่างจากหลอดไฟตะเกียบหลอดเดียวบนเพดานร้าน แต่เราสองคนมีเมนูที่อยากกินในหัวอยู่แล้ว ก็สั่งไปอย่างคุ้นชินกับสถานที่ราวกับเกิดที่นี่… จัดไปคนละถาด แถมด้วยชามาซาลาร้อนๆ คนละแก้ว!!!

Day 1 : Kathmandu → Pokhara → Ghandruk

เช้านี้ เราเดินทางกลับมาที่สนามบินเดิมอีกครั้ง รู้สึกราวกับกำลังจะกลับบ้าน แต่เปล่าเลย เรากำลังจะเดินทางต่อไปเมืองโพคารา (Pokhara) เป็นครั้งที่สองในชีวิต พอฝ่าแถวยาวหน้าทางเข้า ตรวจสัมภาระก่อนเข้าสนามบินเสร็จเรียบร้อย จนพาตัวเองมาถึงเคาท์เตอร์เช็คอินได้สำเร็จ ฉันไม่ลืมย้ำพนักงานอีกทีว่าให้เราสองคนได้นั่งที่นั่งฝั่งขวาเถอะ! พนักงานใจดีจัดให้ตามที่ขอ แต่พอได้ตั๋วมาก็ยังหันไปถามย้ำอีกทีว่าฝั่งขวาแน่ใช่มั้ย พนักงานพยักหน้าจนเริ่มเอือมระอา…

และแล้วก็เหินฟ้ามุ่งสู่เมืองโพคารา เครื่องบินลำเล็ก เสียงดังจนน่ากลัวนิดหน่อย แต่มันก็ดูปลอดภัยดี และยิ่งไปกว่านั้น… วิวที่เราอยากจะได้เห็นนักหนาก็ได้เห็นเต็มตา เกือบตลอดสามสิบนาทีที่นั่งอยู่ที่นั่งริมหน้าต่าง มันช่างรู้สึกชื่นใจอะไรเยี่ยงนี้เนี่ย! ประเทศเนปาลถูกโอบล้อมด้วยภูเขาสูงเทียมฟ้า มองไปทางไหนก็เห็นเขาเรียงรายทับซ้อนกันไปหมด แต่เวลาแห่งความเคลิบเคลิ้มมันช่างสั้นนัก แปบเดียวเครื่องก็ลงจอดที่สนามบินโพคารา แต่ความรู้สึกใหม่ที่เกิดขึ้นกับเราสองคนก็คือ… มันสบายอะไรปานนี้! 

ย้อนไปเมื่อตอนครั้งแรกที่เรามาที่เนปาล เราเดินทางจากเมืองกาฐมาณฑูมาโพคาราด้วยรถบัส ใช้เวลา 5~6 ชั่วโมง! แถมถนนยังคดเคี้ยวเลี้ยวลดยิ่งกว่าเถาวัลย์ในบทกลอนของสุนทรภู่! ถนนลูกรังที่อบอวลไปด้วยเขม่าฝุ่น เวลาเบี่ยงหลบรถบัสอีกคันที่สวนทางมาทีนึง มองออกไปนอกหน้าต่างข้างรถ โอ้ว… นั่นมันเหว! แม้จะได้ค่อยๆ มองภูเขาสูงที่คอยโผล่มาแบบวับๆ แวมๆ ตามซอกกิ่งไม้รายทาง แต่ชีวิตก็เหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้ายเปื่อยซะเหลือเกิน 

ถึงยังไงก็เอาชีวิตรอดมาได้อ่ะนะ แถมราคารถบัสก็ถูกกว่ามาก! แล้วถึงตั๋วเครื่องบินจะแพง แต่มันสบายและไวกว่ารถบัสมากๆ เช่นกัน! เอาเป็นว่าแล้วแต่จะเลือกแล้วกันเนอะ 🙂

เรามาถึงเมืองโพคาราตอนยังไม่เก้าโมงเช้าเลยด้วยซ้ำ แดดเริ่มออก อากาศตอนกลางวันในเมืองโพคาราของวันที่ 30 ธันวาคมนั้นไม่หนาวมาก ใส่แจ็คเก็ตตัวเดียวก็เอาอยู่ เราสองคนเดินเท้าจากสนามบินไป ACAP Office เพื่อจะขอทำ ACAP Entry Permit และ TIMS Card แต่ดูเหมือนจะไปถึงเร็วเกิน เพราะออฟฟิศเปิดสิบโมงเช้า เราสองคนก็เลยเดินไปนั่งหาชามาซาลาร้อนๆ ของโปรดจิบกันคนละแก้ว นั่งคอยเวลาไปเรื่อยๆ ชิลๆ ไม่นานก็ถึงเวลาที่ออฟฟิศเปิดพอดี เราเดินกลับไปที่ออฟฟิศอีกครั้ง มีผู้คนมาติดต่อทำเอกสารกันไม่มากเท่าไหร่ แฟนก็หันมาถามหาเอกสารจากฉัน เพราะฉันเป็นคนปริ้นท์และเตรียมไว้ให้ทั้งหมด

ภาพแคปมาจากวิดีโอของเราเอง (โลโก้ปกปิดใบหน้าที่แท้จริงของพวกเราค่ะ แหะๆ)

สิ่งที่ต้องเตรียมเพื่อขอ ACAP Permit กับ TIMS

  1. ACA Entry Permit Application Form ที่กรอกข้อมูลเรียบร้อย (จะมีให้กรอกพื้นที่ที่ไปเทรค, จุดที่เดินทางเข้าและออก และวันที่เดินทางเข้าและออกตามแผนของเราด้วยค่ะ)
  2. พาสปอร์ทตัวจริง พร้อมสำเนา (สำรองไปซัก 4 ชุดกันเหนียว)
  3. รูปถ่ายขนาดพาสปอร์ท x 4 รูป (สำรองไปครึ่งโหลกันเหนียว)
  4. เงินไว้จ่ายค่าธรรมเนียม (ราคาแบบไม่ได้ขอเป็นกลุ่ม): ACAP Entry Permit (NPR. 3,000) และ TIMS Card (NPR. 2,000)

ใช้เวลาไปไม่นาน เจ้าหน้าที่บริการรวดเร็วทันใจ บวกกับไม่ได้มีนักท่องเที่ยวมาใช้บริการมากนัก อาจจะยังเช้าอยู่หรือไม่ก็อาจจะไปยื่นขอจากออฟฟิศที่กาฐมาณฑูมาแล้วก็ได้ พอเสร็จเรียบร้อยเราก็โบกแท็กซี่ให้เข้ามาส่งยังย่านร้านขายของและให้เช่าอุปกรณ์เดินป่า ฤดูหนาวสิ้นปีแบบนี้ แล้วยังต้องไปนอนในป่ากลางหุบเขาอีก อย่าได้ฝันถึงว่าจะมีสุดยอดฮีทเตอร์ให้บริการยามหลับใหล เพื่อความอุ่นใจว่าจะได้นอนหลับอย่างสบายใจ เราใคร่เช่าถุงนอนสำหรับอุณหภูมิติดลบยี่สิบองศาจะดีกว่า… เราก็เลยจัดการเช่าถุงนอนอุ่นๆ มาคนละผืน พร้อมด้วยไม้เท้าเดินป่าคนละคู่ สองสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้เราไม่ทรมานตอนอยู่กลางหุบเขามากนัก… เราเช่าของทั้งหมดห้าวันถ้วน แถมยังพูดหยอกพนักงานสาวเนปาลีด้วยว่า “เดี๋ยวเอามาคืนปีหน้านะ” นางหัวเราะชอบใจ พรุ่งนี้ก็วันสุดท้ายของปี 2018 แล้วย่ะ!

พอได้ของจำเป็นครบแล้ว ก็เดินไปหาข้าวกลางวันกินให้อิ่มท้อง กินเสร็จออกมาหน้าร้านก็เดินเตร็ดเตร่กันอีกพักใหญ่ ลืมคิดว่าจะไปเรียกรถจี๊บจากไหนดี สุดท้ายเลยเข้าไปหาลุงคนขับแท็กซี่ ตกลงราคากับแกให้ขับไปหารถจี๊บระหว่างทางเอาดาบหน้าเพื่อไปหมู่บ้าน Ghandruk ต่อ…

เมื่อสองปีที่แล้ว เราเคยไปเดินเทร็กที่ Dhampus ก็คิดว่าลุงคนขับแท็กซี่รอบนี้จะใช้ถนนเส้นทางเดียวกันเพื่อไปยังทางขึ้นเขาเข้าหมู่บ้าน Ghandruk แต่ลุงบอกว่ามีการทำถนนกันอยู่จึงถูกให้เลี่ยงเส้นทาง ลุงก็เลยพาขับมาอีกทาง ขึ้นเขา ฝ่าดงลูกรัง โคลงเคลงกันไปสักพักใหญ่ จนจู่ๆ ลุงก็เร่งเครื่อง ขับไปเลียบๆ เคียงๆ ข้างรถจี๊บคันหนึ่ง เปิดกระจก ทำสัญลักษณ์มือสื่อสารกับคนขับรถจี๊บ แล้วรถจี๊บคันนั้นก็จอดเข้าข้างทาง เป็นอันว่าเราได้รถจี๊บเพื่อไปต่อยังหมู่บ้าน Ghandruk จนได้

บนรถนั้น เรานั่งรวมกับคนท้องถิ่นอีกสี่คนรวมคนขับรถด้วย พอถึงจุด Checkpost คนขับรถก็จะขอใบอนุญาตจากเราแล้วเอาไปให้เจ้าหน้าที่ที่นั่งรออยู่ที่จุดตรวจ เสร็จเรียบร้อยก็ออกเดินทางต่อ นั่งโคลงเคลง หัวสั่นหัวคลอนกันอยู่นาน กระทั่งรถจอดสนิทที่กลางหุบเขา ฉันมองลอดกระจกออกไปเห็นป่าไม้ล้อมรอบ ที่ปากทางแคบใกล้ๆ มีบันไดหินสูงชันขึ้นไปที่ไหนสักแห่ง สักพักทุกคนก็ลงไปจากรถจนหมดแล้วเดินขึ้นบันไดตรงนั้นไป แฟนหันไปถามคนขับรถก็ได้ความว่า ตรงนี้คือสุดทางแล้ว เราต้องเดินต่อไปยังหมู่บ้านเอง

เราสองคนแบกกระเป๋าเป้ขึ้นหลัง เดินเร่งฝีเท้าหวังจะไปถึงหมู่บ้านให้เร็วที่สุดเพราะตะวันใกล้จะตกดินเต็มที ตอนที่เดินเริ่มรู้สึกแล้วว่า… กระเป๋ามันท่าทางจะหนักเกินไปนะ ถ้าแบกแบบนี้ไปตลอดหลายวันล่ะก็ไม่น่ารอด! แล้วในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงหมู่บ้านก่อนพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า ด้วยความเหนื่อย ฉันแทบจะพุ่งตัวเข้าหาที่พักที่ต้อนรับอยู่ตั้งแต่ปากทางเข้าหมู่บ้าน แต่แฟนกลับบอกว่าราคาสี่ร้อยรูปีต่อคืนมันแพงไป (ประมาณหนึ่งร้อยบาท) ให้เดินเข้าไปหาที่อื่นต่อ อีกเหตุผลก็คืออยากจะเดินต่อไปเรื่อยๆ ให้ไกลที่สุด พรุ่งนี้จะได้ทุ่นเวลาออกเดินทางขึ้นมานิดนึง ฉันก็เลยจำใจเดินตามไปหาที่พักที่อื่นต่อ กระทั่งได้ที่พักในราคาสามร้อยรูปีต่อคืน (ประมาณแปดสิบบาท) ตอนที่ฉันถามราคากับคุณยายใจดีเจ้าของที่พัก ภาวนาในใจเหลือเกินให้แฟนตอบตกลง แค่นี้ก็ถูกมากแล้ว ราคาตกอยู่ที่สี่สิบบาทต่อคนเองนะเว้ย! โชคดีที่แฟนก็เออออห่อหมกด้วย…

Day 2 : Ghandruk → Chhomrong

เช้าวันรุ่งขึ้น ตื่นมาพร้อมเสียงนกเจื้อยแจ้วและเสียงกวาดพื้นของลุงๆ ป้าๆ เจ้าของที่พัก ฉันลุกเด้งออกจากเตียงอย่างอิดออดเพราะความหนาวเหน็บในยามเช้า แล้วเอื้อมมือไปแง้มผ้าม่านออกดูวิวด้านนอก โอ้วมายก๊อด! พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว… ภูเขาลูกโตตรงหน้ากำลังถูกแสงแดดโลมเลีย นี่มันที่พักไม่ถึงร้อยบาท แต่วิวธรรมชาติเรียกได้ว่าสวยหลักล้าน!!! (เว้นเสียแต่ว่า กว่าจะมาถึงได้นี่มันก็ลำบากไม่น้อยนะเออ…)

เราเดินลงไปตามทางเดิน หาลานกว้างๆ ยืนถ่ายรูปวิวเล่นเพลินๆ ก่อนจะเดินกลับขึ้นมานั่งกินมื้อเช้า อัดพลังงานเต็มที่ด้วยเมนูขนมปัง มันฝรั่งและชามาซาลาร้อนๆ คนละแก้วอีกตามเคย ระหว่างมื้ออาหารกับการดื่มด่ำความงามของธรรมชาติ เรานั่งปรึกษากันว่า ถ้าต้องแบกกระเป๋าเป้หนักขนาดนี้ไปตลอดทางเรื่อยๆ คงได้หลังหักก่อนกลับบ้านแน่ๆ หรือไม่ก็เหนื่อยไปไม่ถึงจุดหมาย ก็เลยลงความเห็นกันว่าต้องฝากของไม่จำเป็นบางอย่างไว้กับลุงป้าที่ที่พักแห่งนี้ แล้วขากลับค่อยมาเอาคืน แต่ที่ดีต่อใจไปกว่านั้นก็คือ ลุงป้าเจ้าของที่พักไม่เก็บเงินค่าฝากของสักรูปีเดียว ^^

การเดินทางจริงๆ จังๆ ก็คงเป็นวันนี้ เมื่อวานดูเหมือนจะเป็นการซ้อมเดินซะมากกว่า เราออกเดินจริงๆ ก็ประมาณแปดโมงเช้าเข้าไปแล้ว ตอนนั่งกินมื้อเช้ายังหนาวๆ อยู่เลย พอแปดโมงเช้าเท่านั้นแหละ รักแร้ก็เริ่มชื้น เหงื่อเริ่มไหล แจ็กเก็ตเลยต้องถอด เหลือแต่ฮีทเทคบางๆ ก็พอ แหม! อากาศมันเปลี่ยนแปลงเร็วซะจริง! เราต้องอ้อมเขาเพื่อไปถึง Chhomrong ไปอย่างช้าๆ เนิบๆ ด้วยความหนักกระเป๋าเป้บนหลัง แล้วที่ว่าอ้อมเขาแต่ละลูก มันก็ไม่ได้หนักหนาอะไรเท่ากับการต้องเดินลงเขาไปจนสุดทางข้างล่าง ข้ามสะพานเพื่อเดินไต่ขึ้นเขาอีกลูกอีกรอบเนี่ยล่ะ เหมือนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นแล้วต้องเริ่มใหม่อยู่เรื่อยๆ แค่เห็นสะพานข้ามเขาที่อยู่ข้างล่างแบบไกลลิบๆ เหงื่อจากท้ายทอยก็ไหลลงสู่ร่องก้นอย่างท้อใจ…

แต่เราก็พากันเดินเตะขี้ฝุ่นจนเวลาล่วงเลยมาห้าโมงเย็น อากาศก็เปลี่ยนเป็นหนาวขึ้นมาทันใด เราตัดสินใจว่าจะนอนที่ Chhomrong อยู่แล้ว ก็เลยรีบเดินไปอีกนิดหน่อยก็ถึงที่พัก แฟนเดินวนๆ เลือกที่พักอยู่นานสองนาน เข้าไปถามที่พักหลังหนึ่งจนลุงเจ้าของที่พักมาเปิดประตูเอาไว้ให้วางของ แล้วแฟนฉันก็เดินหายไปไหนคนเดียวไม่รู้ จนสักพักลุงคนหนึ่งก็เดินเข้ามาบอกให้ฉันเอาข้าวของออกไปให้หมด ฉันก็เลยถามว่าย้ายห้องเหรอ ลุงคนนั้นเลยพูดอย่างไม่สบอารมณ์ใส่ฉันว่า “แฟนเธอไปถามที่พักอื่นแล้ว เอาของออกไป” ลุงคนนั้นถือวิสาสะหยิบข้าวของของเราออกจากห้อง

ฉันลากกระเป๋าเป้สองใบตัวคนเดียวมาวางไว้หน้าที่พักอีกหลังหนึ่งอย่างงงๆ มองไปข้างในก็เห็นว่าแฟนกำลังยืนคุยกับป้าเจ้าของที่พักหลังนี้พอดี แฟนเดินออกมาเห็นเราหน้าตาเริ่มหงุดหงิด แถมเพิ่งโดนลุงไล่ออกมาอีก สุดท้ายเราเลยได้นอนที่นี่ อันที่จริงราคาที่พักตกคืนละประมาณ 250~400 เนปาลรูปี มันก็ถูกมากอยู่แล้วนะ ห้องก็จะมีแต่เตียงไม้ หมอนเหี่ยวๆ และฟูกบางๆ เหมือนกันทั้งนั้นแหละ

Day 3 : Chhomrong → Dovan

ห้องนอนของเราอยู่ชั้นสอง หันหน้าเข้าหาภูเขาพอดี ได้ดูพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าแบบเต็มสองตาอีกตามเคย มองไปที่ลานกว้างเบื้องล่างก็เห็นนักเดินป่าสองสามคนยืนถ่ายรูปวิวธรรมชาติกันอยู่อย่างสงบ สักพักก็ตามมาด้วยเสียงพื้นไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดจากฝีเท้าของนักเดินป่าคนอื่นๆ ที่เพิ่งจะตื่นนอนกัน ฉันเดินไปที่อ่างล้างหน้าหน้าห้องน้ำ กลั้นใจอยู่สักพัก ก่อนจะเปิดก๊อกรองน้ำใส่มือด้วยอาการสั่นงันงก จากนั้นก็สาดเข้าที่ใบหน้าเข้าให้ จินตนาการว่าเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาโฟมล้างหน้า แต่อือหือ… มันชา… ชาไปทั้งหน้าเลยทีเดียว

ที่พักนี้มีนักเดินป่าพักหลับนอนกันเยอะเลยทีเดียว ดูจากจำนวนคนที่ลงมากินมื้อเช้ากันก่อนหน้านี้ หรือจะดูจากจำนวนสายเสียบชาร์ทแบตเตอรี่ที่เสียบพันรวมกันมั่วซั่วอยู่ที่ข้างๆ เคาท์เตอร์พนักงานก็ได้…

เราจัดการยัดอาหารพลังงานสูงลงท้องตั้งแต่มื้อแรกของวันกันอย่างเคย สำหรับมื้อนี้ราคาค่อนข้างสูง แต่ด้วยกินอยู่กลางป่ากลางเขาแบบนี้ก็คงสมราคาไม่น้อย (ราคาอาหารมีตั้งแต่ 300~1,800 เนปาลรูปี แล้วแต่เซ็ทว่ามีส่วนประกอบอะไรบ้าง) เรามองออกไปข้างนอก อากาศดูจะเป็นใจให้ผู้มาเยี่ยมเยือนอย่างเราทุกวัน พอหลังจากกินเสร็จก็ยังไม่รีบร้อนออกเดินทางแต่อย่างใด ยังคงไปยืนถ่ายรูปเล่นที่ลานกว้างหน้าที่พักต่อ

อากาศช่วงสายก็ร้อนจนรักแร้เปียกอย่างเคย เดินไปเรื่อยๆ จนเห็นสะพานก็เล่นเอาท้อใจอีกละ เพราะถ้าต้องข้ามสะพานก็หมายความว่าต้องเดินไต่ขึ้นสันเขาอีกลูกอีกรอบ… เวลาเราจะข้ามสะพานก็ต้องดูปลายทางก่อนว่ามีฝูงสัตว์กำลังพากันข้ามมาหรือเปล่า ถ้าเห็นว่าเจ้าสัตว์กำลังพากันมุ่งหน้ามาก็จงหลีกทางเสียเถอะ อย่าเสี่ยงไปเดินเบียดในทางเดินแคบๆ นั้นเลย โดนกระแทกร่วงจากสะพานไม่รู้ด้วยนะ

ป้ายบอกระยะเวลาที่จุดนั่งพักระหว่างทาง ระยะเวลาแต่ละชั่วโมงจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ไม่ได้เที่ยงตรงกับความเร็วในการก้าวเดินของแต่ละคนแต่อย่างใด อาจจะช้าหรือเร็วกว่านั้นก็อยู่ที่เราล่ะนะ

ส่วนตัวเรานั่งมองป้ายไป ซดโค้กกระป๋องที่ราคาสูงกว่าในเมืองหลายเท่าลงคออย่างซู่ซ่าสะใจ แล้วก็ ฮึบ! ออกเดินทางต่อ

แดดออกจ้า ฝุ่นคละคลุ้งเข้าจมูก เสื้อผ้าเริ่มน้อยชิ้น เก็บแจ็คเก็ตใส่กระเป๋าอีกตามเคย ให้รักแร้ได้ผึ่งลมจนหายหนืด มองออกไปยังภูเขาทับซ้อนสุดลูกหูลูกตา เรายังห่างไกลจากจุดหมายปลายทางนักแล

และแล้วก็สิ้นสุดการเดินทางก่อนที่ฟ้าจะมืดที่โดวาน เรานั่งพักผ่อนและสั่งอาหารกับพ่อครัวมากินจนอิ่มท้อง ระหว่างนั้นแฟนก็นั่งนวดหัวเข่าข้างหนึ่งของตัวเองด้วยใบหน้าที่เหยเก ลุงนักหาบเนปาลีคนหนึ่งที่เข้ามาพักที่เดียวกันก็คงจะสังเกตุเห็นเข้า อาสาเอาผ่ายืดพันเคล็ดมาพันที่หัวเข่าให้ ดูแลเปรียบดั่งพ่อลูกที่เพิ่งพานพบเจอ แล้วลุงก็บอกว่าเอาไปใช้เลยนะ ไม่คิดเงินหรอก เฮ่อ… เจอแต่คนใจดี โลกสวยขึ้นมาทันทีทันใด

ทุกช่วงเวลาสิ้นสุดของวัน… เราหวังแค่ได้อาบน้ำและกินอิ่มหนำให้พุงกาง จากนั้นก็ขอซุกตัวอยู่ในถุงนอน หลับให้เต็มอิ่มเพื่อรอออกเดินทางในเช้าวันใหม่

Day 4 : Dovan → M.B.C.

เช้านี้หนาวเหน็บกว่าหมู่บ้านอื่นที่พักพิงมา รองมือใต้ก๊อกน้ำเพื่อล้างหน้าแต่ละที รู้สึกราวกับว่าสองฝ่ามือนี้กำลังจะถูกเสกให้กลายเป็นน้ำแข็ง จนต้องรีบล้างหน้าแบบลวกๆ แค่พอสะอาด พอสดชื่นก็เห็นจะเพียงพอแล้ว 

เมื่อเย็นวานนี้ เรายืนต่อแถวหน้าห้องน้ำที่มีน้ำอุ่นให้อาบอยู่เพียงห้องเดียว แต่ก็ต้องยืนลุ้นกันว่าไอ้คนที่อาบอยู่ก่อนหน้าเรานี้จะใช้น้ำอุ่นนั้นจนหมดถังหรือเปล่า ยืนรอไปก็ได้ยินเสียงชายชาวอิตาลีในห้องน้ำตะโกนคุยกับแฟนสาวที่อยู่หน้าห้องน้ำว่า “ให้ตาย น้ำมันอุ่นมันเย็นสลับกันตลอดเลยโว้ย”

เราเริ่มออกเดินทางอีกครั้งในเวลาที่ไล่เลี่ยกับวันอื่นๆ ทิ้งของบางอย่างฝากไว้ที่โดวานอีกจำนวนหนึ่ง รู้สึกเหมือนนักรบที่ต้องสละอาวุธไปเรื่อยๆ ระหว่างทาง พอเราเหนื่อยก็จะเริ่มรู้ว่าอะไรจำเป็นและอะไรที่เป็นภาระ… ส่วนอากาศวันนี้ก็ยังดีเหมือนเดิม ฟ้าใส แดดออกจ้าจนเหงื่อออก จนลืมไปแล้วว่าเมื่อคืนเคยหนาวเหน็บขนาดไหน

ในขณะที่เราก้าวเดินไปเรื่อยๆ หรรษากับต้นหญ้าและแสงแดดอันอบอุ่น จู่ๆ ก็เริ่มมีลมพัดผ่านหน้า ไม่ได้พัดผ่านไปเท่านั้น แต่กลับทิ้งความเย็นยะเยือกไว้ให้จนขนลุก แล้วสักพักก็เริ่มเห็นละอองสีขาวๆ ปลิวผ่านหน้าไปเช่นกัน ยกมือขึ้นมารองดูเหมือนรองน้ำฝน ก็พบว่าหิมะสีขาวพากันโปรยปรายลงมาบนมือแล้วละลายกลายเป็นน้ำ ซึมเข้าผิวหนังไป …หิมะตก!เริ่มเข้าสู่ความหนาวเหน็บ หิมะตก!

พอค้นพบว่าหิมะตกลงมา ก็รู้สึกเสมือนว่าได้ย่างกายเข้าสู่ดินแดนใหม่อย่างไงอย่างงั้น จู่ๆ รอบข้างก็กลายเป็นเมืองหิมะ อากาศก็หนาวเย็นขึ้นมาดื้อๆ ทั้งๆ ที่ห่างจากพื้นที่หญ้าเขียวมาไม่ถึงสิบก้าว เราควักแจ็คเก็ตและถุงมือออกมาใส่ครบชุด ฉันที่ตอนแรกเอาแต่หนาวสั่นจนก้มหน้าก้มตาจ้ำเดินไปเรื่อยๆ สักพักก็หยุดยืน เงยหน้ามองไปรอบๆ โอ้โห… ลานกว้างขวางกับภูเขาลูกใหญ่ลูกโต มนุษย์เรามันช่างตัวเล็กกระจิ๋วริ๋วจริงๆ เลยนะ

เพียงอึดใจเดียว เราก็ดั้นด้นมาจนถึง M.B.C จนได้ เดินมาจนถึงที่นี่ก็ค้นพบว่าเราใช้เวลาและพักพิงตามที่พักที่เดียวกับลุงชาวเกาหลีคนหนึ่ง เราทักทายและพูดคุยกันตั้งแต่พักที่โดวานแล้ว ลุงแกภาษาอังกฤษไม่ค่อยแข็งแรง แต่ชอบเล่าเรื่องนู่นนี่ด้วยการใช้ท่าทางประกอบตลกๆ สไตล์แก ก็พอเข้าใจจากที่ลุงเล่าว่าแกมาเดินเขาคนเดียว แต่จริงๆ ก็มีเมียและลูกอีกสามคนนะ (เอารูปครอบครัวให้ดูด้วยอีกแน่ะ) แต่ครอบครัวแกไม่อยากมาเดินเขาด้วย เลยมาคนเดียวซะเลย มีข้อแม้จากเมียแกว่า พอถึงที่พักแต่ละที่ก็ให้โทรหรือส่งข้อความบอกทุกครั้งทุกวัน พอถึง M.B.C ในขณะที่ลุงแกยังนั่งหอบเหนื่อยด้วยท่าทางอารมณ์ขันของแก เราก็ถามลุงแกว่า “ลุงโทรบอกเมียยังคะ?” เราทำท่ามือประกอบเป็นรูปโทรศัพท์ ลุงแกก็นึกขึ้นได้ รีบจ่ายเงินขอใช้สัญญาณ WIFI กับทางที่พักทันที

มองออกไปข้างนอก หิมะเริ่มตกหนักมากจนขาวโพลนไปทั่วพื้นที่ แล้วคู่รักชาวจีนคู่หนึ่งก็มาถึง ฝ่ายหญิงคือเดินร้องไห้เข้ามานั่งใกล้ๆ กัน ไกด์เนปาลีรีบเอาน้ำร้อนมาให้นั่งดื่ม เธอบอกว่าเธอปวดหัวจนจะระเบิด คงไปไม่ถึง A.B. C แล้ว พอทุกคนได้ฟังอย่างนั้น ก็พากันปรบมือให้กำลังใจว่าเธอทำได้แล้ว อย่างน้อยก็มาถึง M.B.C แล้วนี่ไง สาวจีนก็เลยยิ้มออก แต่น้ำตาก็ยังไหลเพราะปวดหัวอยู่…

อาการแบบนี้ก็คือ High Altitude Sickness นั่นเอง เกิดจากการที่เราเดินทางขึ้นไปที่สูง แล้วร่างกายปรับตัวไม่ทัน หรือปรับตัวไม่ได้ในภาวะที่มีออกซิเจนเบาบาง อย่างน้อยๆ ก็เดินทางขึ้นไปสูงกว่า 2,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล อาการก็จะเริ่มจากปวดหัว มึน เหนื่อยมาก หายใจเร็ว ไปจนถึงคลื่นไส้ อาเจียน ชักและสามารถเสียชีวิตได้ด้วย อันตรายมาก… พอรู้ตัวว่ามีอาการแบบนี้ก็ควรพักอยู่ที่จุดนั้นต่ออีกวันสองวันให้ร่างกายได้ปรับตัวซะก่อน

ตลอดทางที่เดิน ฉันกับแฟนจะหันมาถามกันตลอดว่า “ยังโอเคมั้ย? เป็นอะไรตรงไหนหรือเปล่า?” แต่โชคดีที่ฉันไม่มีอาการอะไรเลย ส่วนแฟนมีปวดหัวนิดหน่อย แต่แปบๆ อาการก็หายไป

Day 5 : M.B.C. → A.B.C. → Bamboo

หกโมงเช้าวันรุ่งขึ้น เราออกเดินทางเร็วกว่าทุกวันที่ผ่านมา แม้จะอิดออดกว่าจะหลุดออกมาจากถุงนอนได้ หลังจากเมื่อวานต้องล้างหน้าจากกาน้ำอุ่นที่ไม่อุ่นอีกต่อไปด้วยความยากลำบาก เช้านี้ก็เลยตัดสินใจเช็ดหน้าเอาละกัน ไม่ต้องล้างมันละ หากจะใช้น้ำในห้องน้ำก็กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งกันไปซะหมด ก่อนออกเดินทาง เราฝากกระเป๋าเป้เอาไว้กับลุงเจ้าของที่พัก แล้วฉันก็เดินตามเสียงเร่งเร้าของแฟนมาที่หน้าที่พัก ภายนอกมืดมิดแต่บนท้องฟ้ามีแสงดาว ฉันกลั้นใจถอดถุงมือออกมาถ่ายรูปดาวด้วยอาการสั่นงันงก ถ่ายไปไม่กี่รูปก็เริ่มไม่มีแรงกดชัตเตอร์แล้ว พอก่อน… นิ้วมือไม่รู้สึกอะไรแล้ว…

แสงแดดของเช้าวันใหม่โลมเลียยอดเขาที่ทับซ้อน หัวใจเริ่มอบอุ่น แม้ร่างกายจะยังหนาวเหน็บ เสียงสวบ! สวบ! สวบ! ดังไปพร้อมกับเท้าที่เหยียบย่างลงไปบนหิมะ รอบข้างขาวผ่องเป็นยองใย เดินไปเรื่อยๆ ก็เริ่มได้ยินเสียงของเฮลิคอปเตอร์ จากนั้นก็เห็นมันบินผ่านหัวไป นำสายตาไปหยุดลงที่ปลายทาง… A.B.C

ถ่ายรูปร่วมกับลุงชาวเกาหลีและหนุ่มสเปนีช เพื่อนรวมทางที่เจอกันระหว่างทางตลอด

และแล้วก็… ถึงแล้วโว้ยยย! 

ช่วงเวลาหลายวันที่พ้นผ่าน ในที่สุดก็ถึงที่หมายอย่างที่ตั้งใจหวังสักที เดินทางมาถึงพื้นที่ความสูงกว่าสี่พันเมตรด้วยผิวหน้าที่แห้งกร้านและขี้มูกอันเกรอะกรัง แต่ก็ยังยิ้มได้เพราะความสำเร็จเล็กๆ ได้บรรลุผลแล้ว!

เราสองคนฉลองความสำเร็จต้อนรับปีใหม่ด้วยชาร้อนในแก้วสแตนเลสคนละแก้ว ชนกันดัง เกร้ง! เป็นเสียงแห่งความปิติยินดี และเมื่อน้ำชาร้อนไหลผ่านช่วงคอก็รู้สึกอบอุ่นกรุ่นใจ ถ้าเปรียบก็คงเหมือนกับตอนอากาศร้อน เหงื่อออกจนหงุดหงิด แต่พอได้กระดกน้ำอัดลมเย็นเฉียบสักแก้วก็สดชื่นซาบซ่านไปถึงขั้วหัวใจ

เราเดินขึ้น เดินลง วนเวียนชื่นชมดื่มด่ำบรรยากาศจนฉ่ำหัวใจก็พากันเดินกลับซะตั้งแต่ก่อนเที่ยงวัน เพราะเราคงมีเวลาไม่มากที่จะเดินกลับไปยังหมู่บ้านกรานดุ๊กอีกครั้ง เราจึงรีบมุ่งหน้าเดินทางกลับไปที่ M.B.C. เพื่อเอากระเป๋าเดินทางที่ฝากไว้ แล้วมุ่งหน้าไปเรื่อยๆ จนกว่าฟ้าจะมืด เมื่อฟ้ากำลังจะมืด เราก็จะตัดสินใจตอนนั้นว่าจะหยุดพักหลับนอนที่ลอดจ์ไหน

ขากลับนั้น ฉันกับแฟนตกลงกันว่าเวลามันมีไม่มาก ถ้าเดินชักช้าก็คงทำเวลาตามที่วางแผนไว้ไม่ได้แน่ ระหว่างนั้นมีลูกหาบที่เพิ่งขนผักและวัตถุดิบทำอาหารมาส่งที่ M.B.C พอดี ก็เลยตัดสินใจถ่ายเทของออกใส่กระเป๋าเป้อีกใบ แล้วจ้างลูกหาบแบกกลับไปฝากไว้ที่ที่พัก Bamboo ส่วนเราสองคนก็จะตามไปเอากระเป๋าและพักที่นั่นซะเลย

จากนั้นเราก็โบกมือลา M.B.C มุ่งหน้าไป Bamboo ต่อ แต่แล้วจู่ๆ หิมะก็ค่อยๆ โปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่อง อากาศหนาวเย็นกว่าเดิม หมวกก็เริ่มชื้น แต่ยังไม่เท่าเดินไปถึงทางเดินข้ามคูน้ำสูงๆ ที่ความกว้างของเส้นทางแค่หนึ่งคนเดิน บัดนี้มันได้ถมไปด้วยหิมะจนเหลือทางเดินเพียงครึ่งเดียวของตอนแรกที่เราเคยเดินข้ามมา… ในใจก็คิดว่า ‘เวรแล้วไง’ โซ่คล้องรองเท้ากันลื่นก็ไม่มีใส่ จะลื่นไหมน้อ… และแล้วก็ลื่น!!! ลื่นแบบทรงตัวไม่ได้เลย รองเท้าเดินป่ากันลื่น มันไม่ได้ช่วยกันลื่นหิมะเลยจริงๆ ใจหายใจคว่ำจนต้องหยุดหายใจเข้าลึกๆ มองไปเบื้องล่างก็คิดว่าหล่นลงไปคงจะเจ็บหนักอยู่ หรือไม่ก็หายไปในกองหิมะ ขึ้นไม่ได้ แข็งตายอย่างอนาถ…

แต่แล้วลูกหาบหนุ่มเนปาลีนี่แหละที่ช่วยชีวิตไว้ อาสาเดินนำหน้าก่อน แล้วเอาเท้ายันมาที่เท้าของฉันอีกที ทำเป็นเหมือนขั้นบันไดมนุษย์ให้ฉันทีละก้าวๆ… จนในที่สุดฉันก็ข้ามฝั่งได้สำเร็จ โอ้ววว นายมันสวรรค์มาโปรด  ไม่รู้จะขอบคุณสักกี่พันหน!

ผ่านจุดนั้นมาได้ ลูกหาบหนุ่มเนปาลีก็ล่วงหน้าไปที่ Bamboo ก่อนเราสองคน ฉันมองตามหลังลูกหาบคนนั้น บนหลังแบกของ ใส่เสื้อผ้าชั้นเดียวตัวบางเฉียบ รองเท้าผ้าใบธรรมดา แต่เดินสู้ลมหนาวอย่างไม่หวาดหวั่น แถมยังเป็นที่พึ่งให้ฉันได้อีก ฉันก้มมองดูตัวเอง… เสื้อผ้ากันหนาวครบชุด รองเท้าเดินป่า ถุงมือฮีทเทคสองข้าง ไม้เท้าเดินป่าก็มีอยู่ในมือ แต่สุดท้ายก็ต้องขอความช่วยเหลือจากลูกหาบเนปาลีผู้ใจดีอยู่ดี นี่ล่ะหนา… เครื่องมืออันครบถ้วนหรือจะสู้ ประสบการณ์อันโชกโชน

ฝ่าลมหนาวและหิมะจนมาถึงที่ Bamboo สิ่งแรกที่ทำก็คือการอาบน้ำ! อาบน้ำอุ่นจากก๊อกน้ำที่ไหลเป็นสายน้ำเส้นเดียว ฉันก็เลยต้องหมุนตัวหาองศารับน้ำอุ่นเอาเอง แต่แค่นี้ก็ฉ่ำปอดชื่นใจจะแย่แล้ว พอตัวสะอาดก็ไปหาอะไรให้กระเพาะมันได้อบอุ่นบ้าง โอววว… แค่มาม่าต้มน้ำร้อนก็ทำให้มีความสุขได้ถึงเพียงนี้

โอววว… มีความสุขเหลือเกิน

Day 6 : Bamboo → Ghandruk → Pokhara

เช้าวันนี้ รู้สึกกระปรี้กระเปร่ากว่าทุกวัน เพราะวันนี้จะเป็นวันที่เราจะได้เดินทางกลับถึงโพคาราสักที อยากจะกลับไปในที่ที่อย่างน้อยก็อากาศหนาวน้อยกว่ากลางป่าเขาที่เราอยู่ตอนนี้ เราแบกเป้ขึ้นหลังและออกเดินทางด้วยอาการเคล็ดขัดยอกขั้นสุด ไหล่และหลังที่เหมือนจะถูกทรมานทรกรรมมาหลายวัน เริ่มออกอาการงอแงเอาก็วันนี้ แต่ยังดีที่เป็นวันสุดท้ายของการเดินทางขึ้นๆ ลงๆ และกำลังจะกลับไปอยู่ในที่ราบ จะไม่ต้องรบกวนเจ้าไหล่และหลังอีก

ระหว่างทางเราแวะพักกินข้าวกลางวันที่ Chhomrong ที่พักที่เดิมที่เราเคยนอนก่อนหน้านี้ ช่วงเวลานั้นไม่มีนักเดินป่าคนไหนอยู่เลย ทุกคนคงจะออกเดินทางกันไปหมดตั้งแต่เช้าตรู่ และดูเหมือนว่าพนักงานผู้หญิงที่เราเจอตอนนี้ กลับอัธยาศัยดีกว่าตอนที่เรามาครั้งแรกซะงั้น สงสัยว่าตอนนั้นจะมีแขกให้ดูแลมากหน้าหลายตาไปหน่อย ก็คงจะเหนื่อย จะเหวี่ยงไปบ้างก็ไม่ว่ากันอ่ะนะ

ช่วงที่นั่งกินข้าวกลางวันกันไป ก็ใช้ WiFi จองโฮสเทลเพื่อพักในคืนนี้ไปด้วย แล้วจู่ๆ ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า เราจะกลับไปโพคารากันยังไง ในเมื่อยังไม่รู้ว่าจะขึ้นรถอะไรจากหมู่บ้านกานดุ๊ก… พอนั่งคิดไปคิดมา ก็รีบเข้าไปถามพนักงานผู้หญิงหน้ามนคนเดิมว่าพอจะมีเบอร์โทรศัพท์ติดต่อหาคนขับรถโฟร์วีลบ้างมั้ย โชคดีที่หญิงงามหน้ามนมีพี่ชายรับจ้างขับรถโฟร์วีลพอดี นางก็รีบโทรติดต่อให้ไปรอรับที่หมู่บ้านกานดุ๊ก พร้อมโชว์รูปถ่ายของพี่ชายนางให้เราสองคนดูและจำหน้าเอาไว้ รูปที่ว่าคือรูปผู้ชายคนหนึ่ง ใส่เสื้อกล้ามและผ้ากันเปื้อนปิดข้างหน้าเอาไว้ ซึ่งท่อนล่างก็ไม่ได้ใส่อะไร เขายืนรดน้ำต้นไม้อยู่ ยิ้มร่าสบายใจ 

ถามจริงๆ เถอะนะน้องนาง ไม่มีรูปอื่นแล้วหรือ นี่ถ้าลมมา ผ้ากันเปื้อนปลิว หนอนโผล่แน่นอน…

พวกเราหอบร่างกายอันอิดโรยเดินหน้าไปเรื่อยๆ ระหว่างทางก็ทักทายกับคู่รักชาวจีนที่เราเจอที่ M.B.C คู่นั้นเดินมากับไกด์ส่วนตัว แซงเราไปล่วงหน้าด้วยท่าทางลันล้าไม่รู้จักเหนื่อย แถมคู่นี้ยังเคยบอกฉันอีกว่านี่เป็นทริปฮันนีมูนของทั้งคู่ ฟังแล้วอยากจะเอามือทาบอกและร้องว่า คุณพระ! สงสัยจะเป็นคู่แท้สวรรค์โปรด ประคองรักกันจนแต่งงาน พอมาฮันนีมูนก็ยังจะเลือกมาที่ลำบากลำบนด้วยกันอีก นี่แหละมั้งที่เข้าเรียว่า คู่ชีวี๊ตตตตต!

เราเดินลุยฝุ่น หายใจหอบจนจมูกบานแล้วบานอีก ก็ขึ้นมาถึงโค้งสุดท้าย ก่อนจะต้องเดินลงสะพานแล้วขึ้นเขาไปจนถึงหมู่บ้านกานดุ๊ก ฉันหยุดยืนนิ่งมองออกไปที่ไกลๆ นั่นคือหมู่บ้านกานดุ๊ก รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาหน่อยนึง แต่พอมองไปที่ทางลงไปสะพานและเห็นภาพความจริงๆ ว่าจะต้องไต่ขึ้นไปจนกว่าจะถึงหมู่บ้านอีก… เฮ่อ แค่รับรู้ความจริงก็หอบรอแล้ว 

สักพักหนุ่มผมบลอนด์ก็วิ่งเข้ามาหาพวกเรา ถามเผื่อว่าเราจะอยากแชร์ค่ารถจี๊บจากตรงนี้ไปด้วยกัน ใจฉันน่ะอยากจะขึ้นรถไปด้วยใจจะขาด แต่ต้องไปเอาของที่ฝากไว้กับตายายที่หมู่บ้านกานดุ๊กนี่สิ ก็เลยจำใจต้องปฏิเสธไปเพราะพวกเขาไปคนละเส้นทางกัน แต่แล้วก็มีลุงแท็กซี่เข้ามาอาสาจะขับพาไปหมู่บ้านกานดุ๊ก ฉันกับแฟนมองไปที่รถแท็กซี่ของลุง แล้วหันมามองหน้ากันด้วยแววตาบ่งบอกความรู้สึกว่า จะบ้าเรอะ! รถแท็กซี่ของลุงมันจะขับปีนขึ้นเขาได้ยังไง แต่ลุงก็ยืนยันว่าไปได้แน่นอน ฉันยืนลังเลอยู่พักใหญ่ จนแฟนหันมาออกความเห็นว่าถ้าไม่ลองไปแท็กซี่ลุง เราอาจจะไปถึงหมู่บ้านไม่ทันก่อนพระอาทิตย์ตกดิน…

เอ้า! ไปก็ไป!

และแล้วไม่ทันไร… เราก็มาติดหล่มอยู่กลางเขา!!! ได้แต่ร้องโอยอยู่ในใจ กูไม่น่าเชื่อลุงเลย จังหวะนั้นลุงก็ยังหันมาหัวเราะกลบเกลื่อนกับเราสองคน จากนั้นก็พุ่งเป้าไปที่แฟนฉันและตามที่คาด แฟนต้องโดดลงจากรถเพื่อไปดันหลังรถช่วยลุง… พวกเราก็ไม่ได้โชคร้ายเกินไป เพราะรถก็ไม่ได้ติดแหง็กอยู่ตรงนั้นนานนัก สุดท้ายลุงก็พาเรามาส่งยังที่หมายได้สำเร็จและปลอดภัย จำไว้เลยลุง!

พอถึงที่หมู่บ้านกานดุ๊ก เราก็ไปรับข้าวของจุกจิกที่ฝากเอาไว้ก่อนหน้านี้ แล้วเดินทางกลับใจกลางเมืองโพคาราด้วยรถโฟร์วีล กว่าจะไปถึงก็มืดซะแล้ว เราบอกให้คนขับรถส่งเราแค่ที่ร้านให้เช่าอุปกรณ์เดินป่า แล้วเราก็จะเดินเท้าไปเช็คอินที่โฮสเทลกันเอง ไหนๆ ก็ได้กลับมาพักที่โพคารากันในรอบสองปี ก็ต้องจัดมื้อค่ำที่ร้านเดิมที่เคยกินกันซักหน่อย!

สภาพรองเท้าคู่ใจของเรา อยู่ด้วยกันตั้งแต่เริ่มเดินจนกลับมาที่โพคาราอีกครั้ง ดูๆ ไปก็ยังดูดีอยู่นี่นา แค่ฝุ่นเกรอะกรังไปสักหน่อย…

Day 7 : Pokhara

วันนี้จะเป็นวันส่งท้ายของเรา เป็นวันแรกที่ไม่ต้องตื่นมาแล้วแบกกระเป๋าเป้เดินขึ้นเขา วันนี้ก็เลยสบายหลังและเบาไหล่ไปเยอะ! หลังจากนั่งดื่มชาและชมสวนของโฮสเทลอย่างสบายใจ รอเข็มนาฬิกาชี้ไปที่เวลาเที่ยงตรง เราก็รีบบึ่งไปที่ร้านพิซซ่าร้านโปรดที่เคยกินครั้งที่แล้ว ติดใจจนหมายมั่นไว้ก่อนมาว่าจะต้องกลับไปซ้ำอีกรอบ ที่ชอบที่สุดก็คือพิซซ่ากับน้ำมะนาวสุดซาบซ่านนี่ละ อ๊าาาา!!!

กลับมาสถานที่เก่า คนละเดือน แต่ช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกดินใกล้เคียงกับเมื่อสองปีที่แล้ว…

บริเวณเยื้องกับ World Peace Pagoda เราเอารูปถ่ายรูปเก่าที่ถ่ายเด็กชายสองคนเอาไว้เมื่อสองปีที่แล้วให้คุณตาที่ยืนอยู่แถวนั้นดู ตาแกก็บอกว่า “รู้จักๆ เจ้าสองคนนั้นเดินลงเขาไปแล้ว กลุ่มที่ผ่านหน้าเราไปเมื่อตะกี้ไง” ตาแกยิ้มฟันหลอให้อีกหนึ่งที แถมขอดูรูปอีกรอบแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ จังหวะเหมือนในละครปรัมปรา พระเอกคลาดกับนางเอกเพียงเสี้ยววินาที คนมันจะไม่เจอกันมันก็ไม่เจอกัน บทจะเจอกันก็เดินชนกันหัวโขกซะนี่!

ดูเหมือนสถานที่นี้ มาทีไรจะต้องให้เราได้เล่นได้รู้จักกับเด็กแถวนั้นสักคน ในครั้งนี้ก็เหมือนกัน เราได้รู้จักกับเด็กชายคนหนึ่ง ยืนเงียบๆ ด้อมๆ มองๆ เข้ามาเรียบๆ เคียงๆ ตั้งนานแต่ไม่พูดอะไร จนแฟนขุดวิชามายากลที่เคยใช้หลอกเด็กชายสองคนเมื่อปีที่แล้วมาเล่นให้น้องดู แต่น้องคนนี้ฉลาดมากเด้อ รู้ทันเกือบหมด แฟนไม่สามารถหลอกได้เหมือนเด็กสองคนเมื่อปีที่แล้ว ฮ่าๆ! แต่ด้วยมายากลก็ทำให้กระชับมิตร น้องเริ่มคุยจ๋อเป็นภาษาอังกฤษด้วย ทั้งที่เงียบมานาน เอาแต่พยักหน้าๆ สงสัยเริ่มสนิทกันแล้ว ^^

น้องบอกว่าชื่อ มาร์ปี๊ด หรืออะไรสักอย่าง ออกเสียงยากเย็น เลยขอเรียกน้องว่า น้องปื๊ด ง่ายดี… น้องปื๊ดอายุแปดขวบ ถามชื่อเราแล้วพยายามสะกดเขียนลงบนมือด้วยปากกาที่แฟนเราให้น้อง ทั้งที่มันเป็นปากกาที่แฟนได้แถมมาจากสายการบินหนึ่ง แต่น้องปื๊ดก็บอกว่าจะเก็บรักษาไว้อย่างดี พร้อมเอาใส่กระเป๋ากางเกง ตบสองสามทีให้แน่ใจว่าเสียบอยู่

เราชี้ไปที่ยอดเขา Machhapuchre ถามน้องปื๊ดว่าอยากไปปีนเขาลูกนั้นมั้ย น้องตอบ “YES!” เสียงดังฟังชัดมาก น้องปื๊ดถามต่อว่าเราสองคนมาจากไหน พอตอบไปน้องก็ไม่รู้จักทั้งประเทศไทยและญี่ปุ่น แต่พอเราถามภูเขาแต่ละลูกชื่ออะไร น้องปื๊ดตอบได้หมด ชี้ไปทีละลูก อธิบายชื่อให้เราฟังได้ทุกลูก

ก็หวังว่าสักวันอาจจะได้เจอกันบนภูเขาสักลูกนะน้องปื๊ด รีบกลับบ้านได้แล้ว แม่ยืนเท้าเอวเรียกนานแล้วนะ!

ช่วงเวลาที่เดินทางประมาณวันที่ 29 ธ.ค. 2561 – 05 ม.ค.2562

▲ ค่าใช้จ่ายหลักโดยประมาณ

– ค่าเครื่องบินไปกลับ Bangkok – Kathmandu เฉลี่ยที่ 10,000 บาท
– ค่าเครื่องบินแบบขาเดียว Kathmandu มา Pokhara เฉลี่ย 75~110 USD (ถ้าไปกลับก็คงประมาณ 140~200 เนปาลรูปี)
– ค่าวีซ่าท่องเที่ยวเนปาล 15 วัน – 30 USD
– ค่า ACAP Entry Permit และ TIMS (ขอแบบเดี่ยว) รวม 5,000 เนปาลรูปี
– ค่าเช่าถุงนอน คิดเป็นวัน วันละ 100 เนปาลรูปี เอาไปนอนกี่วันก็บวกไป (ไม่รวมมัดจำ)
– ค่าเช่าไม้เท้าเดินป่า คิดเป็นคู่ วันละ 85 เนปาลรูปี (ไม่รวมมัดจำ)
– ค่าที่พักตามเส้นทางไปถึง ABC เฉลี่ยคืนละ 300~500 เนปาลรูปี
– ค่าอาหารตามที่พักเส้นทางไปถึง ABC เฉลี่ยแล้วแต่เมนู 400~1,500 เนปาลรูปี
– ค่ารถแท็กซี่หรือจะโฟร์วีลไปส่งใกล้ทางขึ้นหมู่บ้านกานดรุ๊ก (แล้วแต่ต่อรอง)

Youtube Video บันทึกการเดินทางของพวกเราก็มีให้ดูนะจ๊ะ
↓ ↓ ↓ ↓

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s